ผู้บริหาร
ผู้เรียน
สื่อ

การสร้างศาสตร์ SBM บนแผ่นดินแม่

ศาสตราจารย์ นายแพทย์วิจารณ์ พานิช
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ
สำนักนายกรัฐมนตรี
2545
Download เอกสารเล่มเต็ม (PDF File)

ในโอกาสที่ผู้บริหารสถานศึกษาต้นแบบ ปี 2544 จะเริ่มดำเนินงานวิจัยและพัฒนารูปแบบการบริหารที่ส่งเสริมการปฏิรูปการเรียนรู้ ผมขอนำเสนอเรื่อง "การสร้างศาสตร์ SBM (School Based Management) บนแผ่นดินแม่" ซึ่งหมายถึง "แผ่นดินไทย" โดยจะนำเรียนใน 8 ประเด็น คือ

นิยามความหมายของ SBM SBM ทดลอง: คำถามวิจัยเครือข่ายการสร้างศาสตร์ SBMการวิจัยและพัฒนาการบริหารสถานศึกษากระบวนวิธีวิจัยกระบวนการสนับสนุนเงื่อนไขของการสร้างศาสตร์ SBMSBM บนแผ่นดินแม่

ก่อนอื่น ผมขออนุญาตทำความเข้าใจว่า เรื่องที่ผมจะนำเรียนนี้เป็นเพียงข้อคิดเห็นของผมเท่านั้น ไม่จำเป็นจะต้องถูกต้องเสมอไป และก็คงจะไม่มีอยู่ในตำราเล่มไหน ผมคิดขึ้นเพื่อเป็นเครื่องกระตุ้นยั่วยุให้ท่านทั้งหลายได้ลองนำไปพิจารณาดู บางส่วนถ้าเห็นว่าไม่เหมาะสมก็ทิ้งไปได้ และหลาย ๆ ส่วนที่ผมนำเสนออาจจะไม่ครบถ้วน ท่านต้องกลั่นกรองให้ดี อย่าเพิ่งเชื่อ อันนี้คือกฎข้อที่หนึ่งของการทำวิจัย คือ ความไม่เชื่อ การวิจัยต้องเริ่มด้วยการไม่เชื่อ การตั้งคำถาม การสงสัย และการไม่ปลงใจเชื่อเสียทีเดียว

1. นิยามความหมายของ SBM

ความหมายของ SBM (School Based Management) ตามความเห็นของผม อาจจะมีได้ 4 แบบ ดังนี้

1.1 SBM top-down:เป็น SBM ตามที่หน่วยเหนือกำหนด กรมกองต้นสังกัดของท่านเป็นผู้บอกให้ทำ โดยกำหนดวิธีปฏิบัติ วิธีดำเนินการทุกอย่างมาให้ ทำแล้วได้ผลเป็นอย่างไร เขียนรายงานขึ้นไปให้หน่วยเหนือทราบโครงการแบบ top down เช่นนี้เป็น SBM เก๊ เป็นของปลอม สูญเปล่า ทำไปก็เหนื่อยเปล่า ถ้าผมอยู่ในฐานะผู้บริหารสถานศึกษาอย่างท่านทั้งหลายผมจะไม่ทำ เพราะโรงเรียนไม่มีโอกาสคิดเอง อันนี้ไม่ใช่ SBM

SBM นั้นโดยชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็น School Based Management บริหารโดยโรงเรียนเป็นฐาน เพราะฉะนั้น การตัดสินใจต้องอยู่ที่โรงเรียน ไม่ใช่คนอื่นมากำหนดมาสั่งให้ทำ ดังนั้น คำว่า School Based Management จึงมีความหมายลึกซึ้ง หมายถึง ต้องให้อิสระแก่โรงเรียนมากในระดับที่สามารถจะใช้ความคิดและตัดสินใจได้เอง โครงการแบบ top-down นี่เป็นอันตรายต่อ School Based Management คือ ไม่ใช่เพียงไม่ดีเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดผลร้ายแก่กระบวนการ School Based Management เพราะทำให้กระบวนการคิดในโรงเรียนเกิดขึ้นไม่ได้ เป็นตัวสกัดกั้นความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เป็นการสร้างหรือสืบสานวัฒนธรรมอำนาจ (control & command หรือ command & control) โดยใช้การควบคุมสั่งการ

1.2 SBM ภายใต้กฎระเบียบรวมศูนย์ : เป็น SBM โดยต้องยอมรับสภาพของกฎระเบียบที่ค่อนข้างรวมศูนย์ที่ยังแก้ไม่ได้ คือ แบบทเป็นอยู่อย่างในปัจจุบันนี้ เมื่อครั้งที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติจัดการประชุมเปิดตัวผู้บริหารสถานศึกษาต้นแบบ ก็มีผู้บริหารของกระทรวงศึกษาธิการมาอภิปรายว่ากฎระเบียบที่มีอยู่ยังแก้ไม่ได้ ก็ต้องยอมไปก่อน กฎระเบียบที่ว่าแก้ไม่ได้นี้ ผมไม่แน่ใจว่า "แก้ไม่ได้" หรือ "ยังไม่ได้แก้" หรือ "ยังไม่ยอมแก้" ซึ่งเรื่องการเงินกับเรื่องการบริหาร งานบุคคลเป็นเรื่องใหญ่มากและเป็นหัวใจ ถ้ายังแก้ไม่ได้ก็ต้องยอมรับว่ายังแก้ไม่ได้ หรือถ้ากำลังพยายามแก้ก็น่าจะได้รับคำยกย่อง แต่ถ้าพยายามจะไม่แก้ผมคิดว่าใช้ไม่ได้

ภายใต้กฎระเบียบรวมศูนย์อย่างนี้สภาพที่จะเกิดขึ้น คือ ทางโรงเรียนต้องออกแรงมาก แต่ผลที่ได้จะค่อนข้างน้อย ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการที่จะทำ School Based Management ก็จะทำได้จำกัด แต่ก็ต้องยอมรับว่าในบางกรณีเราอาจจะต้องยอมประนีประนอมกับสภาพนั้น ต้องค่อย ๆ เปลี่ยน แต่สิ่งที่จะต้องขอและต้องมีให้ได้ก็คือ ภายใต้สภาพเช่นนี้โครงการ top-down ต้องไม่มี กรมกองต้องไม่สั่งอะไรลงมา ต้องปล่อยให้โรงเรียนมีอิสระที่จะคิด แม้ว่าจะมีข้อจำกัดเรื่องคนกับเงิน แต่ก็ยังมีอิสระที่จะคิดบางส่วน ถ้าจะมีงบประมาณพิเศษอะไรลงมาเพื่อให้สามารถตัดสินใจได้ก็จะช่วยได้ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์จะเกิดขึ้นได้ต้องมีความเป็นอิสระ ถ้าหากว่าไปติดที่กฎหมายต้องทำตามกฎระเบียบโดยเคร่งครัดก็จะมีความยากลำบาก เพราะฉะนั้น อาจจะต้องตกลงกันว่าแค่ไหนที่ยอมให้ได้ หรือที่เรียกว่า bend the rule คือ มีช่องทางให้หลบหลีกได้บ้าง เพื่อเปิดช่องให้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์การดำเนินการในระดับโรงเรียนสามารถทำได้

1.3 SBM ทดลอง : เป็น SBM ทดลองแบบโครงการนำร่อง (pilot project) อาจจะต้องมีการทำความตกลงกันหลายอย่าง ซึ่งผมคิดว่าที่เรากำลังดำเนินการโครงการผู้บริหารสถานศึกษาต้นแบบกันอยู่นี้น่าจะอยู่ในกลุ่ม SBM ทดลอง ที่จะมีข้อตกลงกันว่ากฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคขอยกเว้นได้หรือไม่ อันนี้คงต้องรบกวนท่านผู้บริหารในกรมกองทุกสังกัดว่ากฎระเบียบบางอันที่ไม่เอื้อนั้นขอยกเว้นชั่วคราวได้หรือไม่

ภายใต้ pilot project หรือโครงการนำร่อง จะมีผลลัพธ์ที่เป็นหัวใจสำคัญ 3 ประการคือ

ประการที่หนึ่ง จะได้ข้อเสนอว่าเราจะทำ SBM แบบแท้ ๆ จะต้องดำเนินการอย่างไร จะต้องปรับเรื่องกฎระเบียบ และมีวิธีการคิดวิธีการดำเนินการอย่างไร

ประการที่สอง จะได้ข้อเสนอสำหรับทำ Change Management เพราะในการปฏิรูปการศึกษาหรือการปฏิรูปการเรียนรู้นั้น หัวใจของมัน คือ การเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการ

ประการที่สาม จะได้ศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับ SBM ว่าคืออะไร ซึ่งก็เป็นหัวใจของโครงการนี้

1.4 SBM แท้ : ซึ่งขณะนี้เรายังไม่มี คงเป็นโอกาสต่อไป จริง ๆ แล้วพวกเราจะทำงานเพื่อผลักดันหรือเอื้ออำนวย การไปสู่ SBM ที่แท้ ในสายตาหรือในความคิดผม SBM ที่แท้ หมายความว่า ต้องมีการกำหนดเป้าหมายหรือความมุ่งมั่น (purpose) ของระบบการศึกษาในภาพรวม และของโรงเรียน

ในระดับประเทศ ส่วนกลางเป็นผู้กำหนดเป้าหมายระดับชาติ หรือภาพรวมของประเทศ ที่เราบอกว่า centralization หรือ top-down ไม่ดีก็จริง แต่ centralization หรือ top-down ยังต้องมีบางส่วน แต่ว่าต้องน้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น ฉะนั้น เป้าหมายในภาพรวมก็ต้องเป็น centralization แต่ก็ควรจะเป็น centralization แบบมีส่วนร่วมในระดับโรงเรียน โรงเรียนเป็นผู้กำหนดรายละเอียดต่าง ๆ ของตัวเองรวมทั้งความมุ่งมั่น และเป้าหมายของแต่ละโรงเรียนด้วย ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องเหมือนกันในต่างโรงเรียน ต่างกลุ่มโรงเรียน ต่างท้องที่ ต่างพื้นที่ ต่างสภาพสังคม ต่างสภาพเศรษฐกิจ เพราะรายละเอียดจะแตกต่างกันไป แต่ภาพรวมต้องเป็นภาพเดียวกัน เพราะเราเป็นประเทศเดียวกัน เป็นสังคมเดียวกัน

เพราะฉะนั้น จะต้องให้ความเป็นอิสระแก่โรงเรียนในการคิดและริเริ่มตัดสินใจใน 4 เรื่อง คือ

1. เรื่องงาน จะทำงานกันอย่างไร มีวิธีการคิดการวางแผนอย่างไร มียุทธศาสตร์ มีกุศโลบายอย่างไร ทั้งหลายเหล่านี้เป็นรายละเอียดของแต่ละโรงเรียนที่มีโอกาสคิดเองได้

2. เรื่องทรัพยากร จะใช้ทรัพยากรอย่างไร โรงเรียนก็คิดเองได้ แต่แน่นอนทรัพยากรจำกัดต้องยอมรับ

3. เรื่องบุคลากร จะจัดการกันอย่างไร ใครจะทำอะไร รับผิดชอบอย่างไร การพิจารณาความดีความชอบประเมินกันอย่างไร อะไรทั้งหลายเหล่านี้ก็เป็นสิทธิของโรงเรียน

4. เรื่องศาสตร์หรือวิชาการ โรงเรียนต้องมีอิสระที่จะคิดเพื่อสร้างองค์ความรู้สำหรับใช้ในการทำ School Based Management

ที่ลืมไม่ได้ก็คือ เมื่อมีอิสระมาก การประเมินและติดตามผลโดยบุคคลภายนอกต้องเข้มแข็ง อันนี้เป็นหลักสำคัญ เราเองก็ประเมินตัวเราเองด้วย แล้วก็ต้องมีระบบประเมินภายนอกด้วย ว่าได้ผลเป็นไปตามปณิธานหรือภาพรวมหรือไม่ แล้วที่ให้อิสระมาก ๆ ในการใช้ทรัพยากรนั้น ใช้อย่างสุจริตคุ้มค่าหรือไม่ หลักสำคัญในเรื่องของความเป็นอิสระ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับเรื่องทรัพยากรคือ "ไว้ใจ แต่ ตรวจสอบ" อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ การตรวจสอบไม่ได้แปลว่าไม่ไว้ใจ ถ้าใครติดตามเรื่องในอเมริกาจะทราบว่า ในช่วงเวลาประมาณสองสามเดือนที่ผ่านมา การทุจริตโกงกันอย่างใหญ่โตเกิดขึ้นในอเมริกา ซึ่งคนอเมริกันโดนต้มกันทั้งชาติเลย คือ บริษัทรวมตัวกันต้มว่าบางบริษัทมีกิจการดี ทำให้ขายหุ้นได้ดี แต่ที่จริงเป็นการรวมหัวกันต้ม เขาเคยว่าเมืองไทยเราไม่ซื่อสัตย์ แต่จริง ๆ ปรากฏว่าที่อเมริกาก็มีปัญหามากแล้ว หนังสือ The Economist ก็ออกมาเขียนบทความบอกไว้เลยว่า หลักที่สำคัญคือ ไว้ใจแต่ตรวจสอบ นี่เป็นหลักเลย ไว้ใจไม่ตรวจสอบไม่ได้ คุณจะซื่อสัตย์อย่างไรก็แล้วแต่ แต่ต้องตรวจสอบ นี่คือหลักสำคัญ

2. SBM ทดลอง: คำถามวิจัย

ผมได้กราบเรียนแล้วว่าจะพูดเรื่องโครงการทดลองนำร่อง (pilot project) SBM ของเรานี้เป็นหลัก ผมขอย้ำอีกครั้งว่านี่ไม่ใช่ความเห็นสำหรับให้ท่านไปปฏิบัติตาม แต่เป็นความเห็นสำหรับให้ท่านพิจารณาแล้วลองไปคิดต่อเท่านั้นเอง แล้วก็ไปเลือกเอาว่าจะทดลองทำอะไรแค่ไหน บางเรื่องที่ผมพูดอาจจะผิด บางเรื่องโดยหลักการอาจจะไม่ผิด แต่อาจจะผิดสำหรับบริบทที่ท่านจะนำไปทดลอง เพราะฉะนั้น ท่านอย่าเชื่อไปหมดเสียทีเดียว

เวลาเราพูดถึงเรื่องการวิจัย (Research) การวิจัยและพัฒนา (Research and Development) การพัฒนาและวิจัย (Development and Research) อย่างไหนก็แล้วแต่ ถ้าถามว่าส่วนไหนคือส่วนสำคัญที่สุดของการวิจัย หลายท่านอาจจะบอกว่าผลวิจัยที่คนเอาไปกล่าวขวัญถึง ชมนักชมหนานั่นสิที่สำคัญ แต่ผมคิดว่าไม่ใช่

ส่วนที่สำคัญที่สุดของการวิจัย คือ "การตั้งโจทย์" หรือ "คำถามวิจัย" ซึ่งจะนำไปสู่ผลการวิจัยที่ดี การตั้งโจทย์ตั้งคำถามต้องใช้เวลา ใช้กระบวนการ และใช้ความคิด ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โจทย์วิจัยบางเรื่องบางชุดบางโครงการเราใช้เวลาปีกว่าในการตั้งโจทย์ ผมเคยได้ยินว่าบางแห่งโจทย์วิจัยบางเรื่องใช้เวลาถึงสามปี และสามปีที่ว่านี้ไม่ใช่ทำวันนี้แล้วอีกสามปีทำอีกครั้ง แต่ต้องทำอยู่สม่ำเสมอเรื่อย ๆ ปรึกษากันแล้วปรึกษากันอีกกว่าจะได้โจทย์วิจัยที่ชัดเจน แต่งานวิจัยเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องใหญ่มาก คำถามวิจัยมีได้หลายแบบ และหลายเรื่อง ซึ่งผมจะลองยกตัวอย่างมาให้ดูดังต่อไปนี้

2.1 คำถามในเชิงโครงสร้าง เชิงความสัมพันธ์ ถ้าเราพูดถึงเรื่อง School Based Management คำถามที่ใหญ่มาก คือ ความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับกระทรวง ควรจะเป็นอย่างไร ซึ่งคงไม่ใช่โจทย์ในที่นี้ที่เราจะดำเนินการว่ากระทรวงควรจะมากำหนดอะไรแค่ไหน จะเข้ามาช่วยส่งเสริมแค่ไหน เข้ามา empower ซึ่งแปลว่ามอบอำนาจหรือสร้างพลังให้แก่โรงเรียนแค่ไหน พวกเราคงไม่คุ้นเพราะที่ผ่านมากระทรวงไม่ได้ใช้วิธี empowerแต่กระทรวงใช้วิธี command & control คำถามก็คือความสัมพันธ์อันนี้ควรจะเปลี่ยนไปแค่ไหน เปลี่ยนได้จริงหรือไม่ กระทรวงทำเป็นหรือไม่ คนที่เติบโตมาจนประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในชีวิตเพราะความเก่งของตัวจนได้เป็นอธิบดี empower คนอื่นเป็นหรือเปล่า หรือเป็นแต่สั่ง คำถามนี้หมายรวมถึงปลัดกระทรวง รองปลัดกระทรวง และรัฐมนตรีด้วย แต่คำถามอย่างนี้อันตราย อย่าไปใช้เข้า

แต่กระนั้นมันก็เป็นคำถามที่ควรจะถาม เพียงแต่ว่าพวกเราต้องทำให้มันเป็นคำถามที่ง่ายขึ้น เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรจะเป็นอย่างไร ควรจะส่งเสริมซึ่งกันและกัน เกื้อกูลซึ่งกันและกันอย่างไร การ empower ซึ่งกันและกันจะทำให้เกิดประโยชน์ซึ่งกันและกัน โรงเรียนทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำงานง่ายขึ้น สะดวกขึ้น ร่วมกันสร้างความเจริญให้แก่ท้องถิ่นได้ดีขึ้นหรือไม่ หรืออาจจะตั้งคำถามว่าความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับเครือข่ายควรจะเป็นอย่างไร เครือข่ายโรงเรียนมีหลายแบบ ตั้งแต่อนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอาจจะโยงไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับสถาบันอุดมศึกษาด้วย ความสัมพันธ์กับโรงเรียนเครือข่ายนั้นเป็นอย่างไร ความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนเป็นอย่างไร เหล่านี้เป็นคำถามเชิงโครงสร้าง

อีกประเด็นหนึ่งซึ่งก็เป็นคำถามเชิงโครงสร้างเหมือนกันแต่ว่าโยงไปที่กฎระเบียบ ว่ากฎระเบียบอะไรที่ต้องการที่จำเป็นสำหรับการบริหารโรงเรียนแบบ School Based Management และกฎระเบียบใดบ้างที่ควรจะต้องยกเลิก ถ้ายกเลิกอะไรไปแล้วควรจะมีกฎระเบียบอะไรมาแทนหรือไม่ ต้องยกร่างใหม่อย่างไร ถ้ายกร่างเรื่องใดขึ้นมาประเด็นสำคัญที่ต้องการคืออะไร คนที่ควรจะรู้ดีที่สุดก็คือคนทำงาน คือท่านทั้งหลาย ตัวกฎระเบียบในระดับ ท้องถิ่นที่จะเอื้อต่อโรงเรียน ที่จะทำให้โรงเรียนกับท้องถิ่นเข้ามาใกล้ชิดกันมากขึ้นเป็นอย่างไร หรือว่าถ้าจะเปิดโอกาสให้โรงเรียนออกกฎระเบียบข้อตกลงกันเองภายในโรงเรียนเราจะทำอย่างไร ถ้าเปิดโอกาสให้โรงเรียนออกกฎได้เองผมเชื่อว่าจะมีโรงเรียนจำนวนมากทีเดียวที่หลงทาง คือจะออกกฎระเบียบแบบเดิมมากมายแล้วก็มัดตัวเองให้ทำงานไม่สะดวก เพราะคุ้นกับกฎระเบียบมาก ๆ

เพราะฉะนั้น จริง ๆ แล้วในองค์กรสมัยใหม่จะมีกฎระเบียบน้อยที่สุด และที่มีกฎระเบียบขึ้นก็เพื่อเอื้ออำนวยความสะดวกให้การทำงานนั้นสำเร็จดีมีคุณภาพ กฎระเบียบที่พวกเราคุ้นเคยส่วนใหญ่เป็นกฎระเบียบเพื่อที่จะให้ส่วนกลางควบคุม ในความเห็นของผมบางกรณีก็จำเป็น ไม่ใช่ไม่จำเป็น แต่ว่ามันทำให้เราคิดอะไรที่เป็นความริเริ่มสร้างสรรค์ได้ยาก ต้องมีความพอดี จะพูดว่าการควบคุมโดยส่วนกลางเป็นสิ่งเลวทั้งหมดก็คงไม่ถูก

2.2 คำถามเกี่ยวกับครู ผมมีตัวอย่างให้สองสามประเด็น แต่ท่านอาจจะคิดได้เป็นร้อย ท่านอาจพิจารณาตัวอย่างคำถามของผม แล้วก็ปรับให้เป็นไปตามสภาพที่ท่านเห็นสมควรแก่โรงเรียนหรือกลุ่มโรงเรียนของท่าน คำถามเกี่ยวกับครูคือ School Based Management เพื่อส่งเสริมการปฏิรูปการเรียนรู้นั้นครูควรจะเปลี่ยนภารกิจอะไรบ้าง ในแต่ละวันครูใช้เวลาทำอะไรบ้าง สิ่งหนึ่งที่ผมไปเห็นในหลายโรงเรียนของท่านผู้บริหารสถานศึกษาต้นแบบก็คือ ครูใช้เวลาปรึกษากันว่าจะจัดกระบวนการเรียนรู้อย่างไร ฉะนั้น ผมคิดว่าเราควรมากำหนดยุทธศาสตร์หรือวางกลยุทธ์กัน เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจว่าครูควรจะใช้เวลาอย่างนี้มากน้อยแค่ไหน

อย่าลืมว่าเราทุกคนมีเวลาวันหนึ่งยี่สิบสี่ชั่วโมงเท่ากันหมด แล้วเราต้องมีเวลาพักผ่อนมีเวลาให้กับครอบครัวด้วย ขนาดครูทุ่มเทที่สุดแล้วนี่ใช้เวลาในสัดส่วนอย่างไร ทุ่มเทปานกลางใช้เวลาอย่างไร ครูจะต้องเป็นผู้เรียนรู้ ครูไม่ใช่แค่เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ลูกศิษย์ ในสภาพที่มีการปฏิรูปการเรียนรู้นี้ครูต้องเป็น facilitator ไม่ใช่เป็นคลังความรู้ ครูไม่มีสิทธิ์เป็นคลังความรู้เพราะความรู้มีอยู่มากเหลือเกิน และเปลี่ยนใหม่ตลอดเวลา ในกรณีเช่นนี้ครูควรจะต้องเรียนรู้อะไรบ้าง กระบวนการเรียนรู้ของครูควรเป็นอย่างไร ควรใช้เวลาเท่าใด ทำอย่างไรที่จะให้ครูได้เรียนรู้ ทำอย่างไรให้ความรู้ของครูไม่ล้าหลังไม่ตกยุค ระบบความดีความชอบควรจะอยู่บนฐานอะไร มีวิธีคิดอย่างไร ทำไมจึงให้ครูคนนี้ได้สองขั้นคนอื่นได้ขั้นเดียว มีคำอธิบายที่โปร่งใสอย่างไรจึงจะไม่เกิดข้อโต้แย้ง ครูควรมีกี่แบบ มีเฉพาะครูอาชีพแบบพวกเราอย่างนี้เท่านั้นหรือ ชาวบ้านเป็นครูได้หรือเปล่า "ครู" ในความหมายที่ว่าเป็นผู้ที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ หรือ facilitate การเรียนรู้ของเด็กหรือของคนอื่น ๆ ด้วยนั้น ควรทำอย่างไร ถ้าให้โรงเรียนเป็นอิสระ สามารถที่จะตัดสินใจบริหารทรัพยากรของตัวเองได้ จะใช้เงินไปจ้างครูที่เป็นชาวบ้านได้หรือไม่ และครูที่เป็นชาวบ้านแบบไหนที่ควรจ้าง เป็นต้น

แล้วถ้าเราเป็นผู้บริหารที่เอะอะอะไรก็จ้าง เงินคงมีไม่พอ ชาวบ้านบางคนก็ไม่ได้ต้องการเงินเพราะเขาสบายอยู่แล้ว เขามีใช้มีจ่าย แต่ยินดีอาสามาช่วยสอน เพราะฉะนั้น ระบบครูอาสา (volunteerism) ในวงการศึกษาควรเป็นอย่างไร การปฏิรูปการเรียนรู้แบบใหม่จะเอาอาสาสมัคร (volunteers) เอาผู้ปกครองเข้ามาช่วยเป็นครูในเรื่องอะไรได้บ้าง อย่างนี้เป็นต้น จะเห็นว่าท่านสามารถคิดโจทย์คำถามได้มากมาย

2.3 คำถามเกี่ยวกับนักเรียน คำว่า "นักเรียน" มีความหมายอย่างไร เฉพาะเด็ก ๆ เท่านั้นหรือ คนที่อายุมากๆ ถือเป็นนักเรียนได้หรือไม่ โรงเรียนจะเข้าไปจัดการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนที่ไม่ใช่เด็กได้อย่างไร กับนักเรียนแท้ ๆ แบบที่เราคุ้นเคยนี่ การวัดผลสัมฤทธิ์คืออะไร ถ้าเรายิ่งคิดไปถึงผู้เรียนที่มีอายุมากด้วยก็ต้องออกแบบว่าจะวัดผลสัมฤทธิ์ผู้เรียนเหล่านั้นอย่างไร เขาอาจจะเป็นคนกำหนดเองว่าต้องการผลสัมฤทธิ์อะไร ไม่ใช่กำหนดรูปแบบตายตัวสำหรับทุกคน อาจจะต้องเป็นรายบุคคล อย่างที่เรียกว่า Individualized หรือ tailor-made

สมมติว่าเรามีโรงเรียนหรือกลุ่มโรงเรียนประถมศึกษา อาจตั้งคำถามว่าโรงเรียนประถมศึกษากับการเรียนรู้ตลอดชีวิตเกี่ยวข้องกันอย่างไร มีบทบาทอย่างไรกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต แน่นอนโรงเรียนประถมศึกษาควรจะฝึกเด็กให้มีความสามารถมีทักษะมีจริตในการที่จะเรียนรู้ต่อไปตลอดชีวิต แต่การเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนอายุสามสิบ อายุห้าสิบ อายุหกสิบ อายุเจ็ดสิบ โรงเรียนประถมศึกษามีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไร เพราะโรงเรียนประถมศึกษาชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นชั้นประถม เห็นไหมว่ามันต้องออกไปนอกขอบเขตที่เราคุ้นเคย

เรื่องนักเรียนเราต้องพูดกันมากหน่อย คำถามเกี่ยวกับนักเรียนก็คือ ถ้าเด็กมีความสามารถพิเศษเราจะจัดการเรียนรู้เพื่อเอื้อเด็กเหล่านั้นอย่างไร

ถ้าถามว่าเด็กพิเศษมีมากแค่ไหน ผมตอบได้เลยว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ เด็กทุกคนมีความสามารถพิเศษทุกคน คนละด้านคนละแบบ มากบ้างน้อยบ้าง เพราะฉะนั้น เราจะจัดการศึกษาเพื่อเอื้อให้เขาได้อย่างไร ซึ่งอันนั้นแปลว่าเรามอง individual มองเป็นรายๆ ทำอย่างไรที่จะให้ครูเอาใจใส่เด็กเป็นรายๆ ได้

ท่านผู้บริหารสถานศึกษาต้นแบบหลายท่านที่พวกเราไปคัดเลือกสรรหามานี้ เราประทับใจที่ท่านบริหารโรงเรียนให้จัดการเรียนรู้โดยคำนึงถึงความต้องการของเด็ก สภาพสังคมของเด็ก และความต้องการของพ่อแม่เด็กเป็นตัวตั้ง คำถามก็คือว่าท่านเน้นเรื่องหลักสูตรท้องถิ่นซึ่งดีมาก แต่ถ้าเน้นเลยเถิดไปจนกระทั่งพื้นฐานความรู้ไม่แน่น เด็กบางส่วนที่เขาต้องเรียนต่อไปจนกระทั่งถึงชั้นอุดมศึกษาก็จะมีความรู้ไม่พอ เพราะว่าท่านจัดให้เพื่อที่จะสนองต่อเด็กส่วนใหญ่ใน ท้องถิ่นซึ่งเรารู้ว่าเขาต้องจบการศึกษาจากโรงเรียนในไม่ช้าเพื่อออกไปทำงาน ในกรณีอย่างนี้จะจัดการให้เกิดความสมดุลย์ได้อย่างไรระหว่างหลักสูตรท้องถิ่นเพื่อจบในตัวกับหลักสูตรการศึกษาพื้นฐานเพื่อที่จะไปเรียนต่อในชั้นสูงขึ้น ความสมดุลย์อยู่ตรงไหน หรือว่าจริงๆ แล้วมันไม่ได้เป็น All or None ไม่ได้ขัดแย้งกัน สามารถจัดให้เสริมไปด้วยกันได้ ถ้าอย่างนั้นก็วิเศษมาก อย่างนี้เป็นต้น

อีกเรื่องหนึ่งคือ ระบบช่วยเหลือเด็กที่ยากจนและอยู่ในโรงเรียนที่ห่างไกล ผมมีความเห็นว่าการที่จะช่วยเหลือเด็กยากจนน่าจะทำได้ง่ายขึ้น ถึงแม้ว่าจะยากจนกันทั้งหมู่บ้านหรือตำบล แต่ว่าความช่วยเหลือน่าจะเกิดขึ้นได้มาก คำถามคือ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการที่จะช่วยเด็กที่ยากลำบากคือจนกันหมดทั้งหมู่บ้านได้อย่างไร

ถ้าในนิยามของพวกเราคือใช้เงินเป็นหลัก แต่ในความเป็นจริงการเรียนรู้ของเด็กนั้นผู้ปกครองน่าจะมีบทบาทได้มาก คำถามก็คือว่า ผู้ปกครองจะมีบทบาทได้อย่างไร อาจจะช่วยที่บ้าน หรือมาเป็นอาสาสมัครที่โรงเรียนอะไรทำนองนี้ เป็นไปได้หรือไม่ ซึ่งที่จริงก็เป็นไปแล้ว บางท่านก็มาเล่าให้ฟังแล้วว่าเด็กกำหนดหลักสูตรของตัวเองได้ หรือผู้ปกครองกำหนดหลักสูตรของลูกว่าอยากให้เรียนอย่างนี้ เพราะอีกสองปีลูกเขาก็จะออกไปทำงานแล้ว จึงต้องการการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับอาชีพของพ่อแม่ ถ้าพ่อแม่ต้องการเช่นนี้ เราจะจัดให้สนองความต้องการได้หรือไม่ ซึ่งค่อนข้างเป็นการศึกษาสำหรับรายบุคคล (individualized)

สำหรับเด็กที่ต้องย้ายถิ่นตามพ่อแม่ อยู่โรงเรียนนั้นปีหนึ่ง แล้วออกไปอยู่โรงเรียนโน้นอีกครึ่งปี เรามีวิธีการจัดการอย่างไรที่จะช่วยให้การเรียนรู้ของเด็กไม่สะดุด และมีการปรับตัวได้อย่างดี เป็นต้น เด็กที่มีปัญหาพิเศษเป็นออทิสซึ่ม หรือพิการบางเรื่องทางร่างกายหรือทางสมองบางส่วนอะไรอย่างนี้เราจะจัดการศึกษาอย่างไร นี่คือสภาวะที่ต่อไปนี้โรงเรียนจะต้องเผชิญ คำถามก็คือ การจัดการเรียนรู้เพื่อผู้เรียนเหล่านี้จะทำเป็นเครือข่ายได้อย่างไร มีวิธีการจัดการอย่างไร ทำอย่างไรให้ครูเข้าใจ โรงเรียนได้รับความร่วมมือจากพ่อแม่อย่างไร ในเรื่องอะไรเป็นต้น

2.4 คำถามเกี่ยวกับหลักสูตร อาจเป็นคำถามเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างหลักสูตรชั้นอนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอาจจะโยงไปถึงอุดมศึกษาด้วยว่าเป็นอย่างไรโรงเรียนดูแลกันเองอย่างไร ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเป็นคนกำหนดมาจากกรุงเทพฯ ผู้เชี่ยวชาญกำหนดมาจากกรุงเทพฯที่จริงก็ดี เราก็เอามาศึกษา แต่เรากำหนดของจริง ไม่ใช่บนกระดาษ ไม่ใช่ทฤษฎี ของจริงเชื่อมโยงกันอย่างไร มีการปรึกษาหารือกันอย่างไร

มีวิธีการเพื่อให้เกิดผลจริงได้อย่างไร ความคิดริเริ่มเกี่ยวกับเรื่องหลักสูตรมีได้อย่างไรแค่ไหน ที่เขียนไว้เป็นทฤษฎีมีข้อกำหนดอะไรไว้เวลาปฏิบัติเรานำไปคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ต่อได้ในระดับไหนแล้วก็ลงไปถึงการปฏิบัติจริงเลยว่าทำอย่างไร เป็นโจทย์วิจัยที่เรียกว่าลงไปภาคสนามเลยทีเดียว และความคิดริเริ่มเหล่านั้นวัดผลสำเร็จได้อย่างไร

ในการวัดผลสำเร็จนั้น อย่าลืมว่าเราทำเองเราต้องวัดเองด้วย แต่แค่นั้นไม่พอ ต้องให้คนนอกมาวัดด้วยจะได้ไม่เข้าข้างตัวเอง เขาจะได้วัดด้วยความไม่เชื่อ ด้วยความสงสัย ว่าเราทำสำเร็จหรือไม่ รวมทั้งบทบาทของชุมชนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับหลักสูตร ชุมชนมีบทบาทอย่างไร ทำอะไรได้แค่ไหน นี่ก็สามารถที่จะเป็นโจทย์วิจัยได้เหมือนกัน

2.5 คำถามเกี่ยวกับวิธีการจัดการเรียนการสอน เรื่องวิธีการจัดการเรียนการสอนท่านต้องไปตั้งโจทย์กันมากมาย โดยลงไปในรายวิชา ลงไปในเรื่องบูรณาการ ลงไปในเรื่องการเรียนรู้นอกโรงเรียน มีสารพัดเรื่องที่ท่านสามารถตั้งโจทย์ถามตัวเองได้ รวมทั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องวิธีวัดผลสิ่งที่ผมคิดว่าท้าทายที่สุดในเรื่องการวัดผลก็คือ วัดว่าต่อไปในวันข้างหน้าผู้เรียนคนนี้จะมีความสามารถในการปรับตัวหรือเรียนรู้ต่อไปอย่างไร นี่คือการวัดอนาคต และจะเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ซึ่งจริงๆ เราก็ไม่ค่อยรู้ว่าทำอย่างไร ขณะนี้เราเก่งแต่วัดว่าเด็กคนนี้มีความรู้แค่ไหน แต่ยังไม่ได้วัดว่าต่อไปเขาจะไปเรียนรู้ได้มากแค่ไหน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก แต่เรายังวัดไม่เป็น

3. เครือข่ายการสร้างศาสตร์ SBM

ในการสร้างศาสตร์ SBM นี้ ถ้ามีการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายเพื่อสร้างศาสตร์ร่วมกัน จะเป็นประโยชน์มหาศาลต่อบ้านเมือง เป็นผลระยะยาว คำถามคือ สิ่งที่เราทำนี้จะเกิดผลต่อชุมชนอย่างไร มันไม่ใช่ผลต่อเด็กเท่านั้น แต่จะเกิดผลต่อชุมชน ต่อโรงเรียน และต่อครู ถ้าเรามีวิธีดำเนินการดีครูควรจะมีความสุขมากขึ้น ทำงานง่ายขึ้น และเข้ามาร่วมกันเป็นเครือข่าย

เมื่อเห็นภาพรวมของเครือข่ายแล้วจะรู้ว่าแต่ละคนอยู่ตรงระดับไหนของเครือข่ายทั้งหมด ฉะนั้น ในการทำอะไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การเห็นภาพรวมของทั้งหมด แล้วก็รู้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่ตรงไหนในภาพรวมนั้น ตัวเองเชื่อมโยงกับส่วนอื่นๆ ของภาพรวมนั้นอย่างไร อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดที่จะช่วยให้การทำงานสนุก แล้วก็ต้องมีการจัดการเครือข่ายโดยแม่ข่าย ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นก็ควรมีหน่วยที่ให้การสนับสนุนด้วย

ซึ่งในการทดลองครั้งนี้ก็โชคดีที่ได้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (สกศ.) มาเป็นเจ้าของเรื่อง ให้การสนับสนุนอย่างชัดเจน ทั้งในด้านทรัพยากรและด้านวิชาการ การสนับสนุนด้านวิชาการที่ดีที่สุด คือ ขอให้เครือข่ายบอกความต้องการมาเอง พอทำไป ๆ คนที่เป็นผู้นำอาจจะรู้สึกว่าขณะนี้เราชักซวนเซแล้ว เราชักเหนื่อยเกิน เราชักงงเกิน เพราะขาดความรู้ด้านนั้นด้านนี้ ขาดเทคนิคด้านนั้นด้านนี้ ก็ต้องมีการเชิญผู้เชี่ยวชาญมาบรรยายมาจัดประชุมปฏิบัติการ (Workshop) ให้ เราก็จะก้าวข้ามความยากลำบากอุปสรรคไปได้ ในการทำงานนั้นถ้าท่านทำงานแล้วไม่เจออุปสรรคงานนั้นจะไม่ได้เรื่อง เป็นงานที่ไม่ดี การทำงานที่ยิ่งใหญ่ต้องเจออุปสรรค แล้วก็ต้องมีวิธีการจัดการกับอุปสรรคหน่วยงานที่ทำหน้าที่ Empowerment ก็คือหน่วยงานที่มาช่วยทำให้ท่านเอาชนะอุปสรรคได้ นี่จะเป็นช่วงชีวิตของการทำงานที่ยิ่งใหญ่ ทำให้เกิดการเรียนรู้ และได้รับความรู้

กิจกรรมที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ผมคิดว่าท่านควรจะมีก็คือ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเป็นระยะๆ ทุกๆ 6 หรือ 12 เดือน มีการแลกเปลี่ยนกันภายในเครือข่ายหรือระหว่างเครือข่าย ที่จริงแล้วถ้าถามผมว่าแลกเปลี่ยนภายในเครือข่ายทุก 6 ถึง 12 เดือนเพียงพอหรือไม่ ผมคิดว่าไม่พอ น่าจะถี่กว่านั้นอีก เพราะว่าต้องหยิบบางเรื่องมาปรึกษาหารือทำความเข้าใจกัน หลายเรื่องเราคิดเองไม่ค่อยออก หรือบางทีเราก็ชักเบลอๆ บางครั้งงานประจำก็มาดึงไว้ ทำให้เราไม่ได้จับประเด็นสำคัญ ๆ แต่พอมาเจอกันก็ได้มาถกเถียงกัน แล้วเรื่องสำคัญต่าง ๆ ก็จะคิดออก

การจัดประชุมวิชาการเฉพาะเรื่องจะช่วยได้มาก ซึ่งผมได้เรียนแล้วว่า แทนที่จะ top-down ท่านควรเป็นคนบอกเองว่าต้องการอะไร เมื่อไหร่ อย่างนี้จะดีกว่า

4. การวิจัยและพัฒนาการบริหารสถานศึกษา

ถ้าท่านเห็นว่าโจทย์เกี่ยวกับ SBM ยังเป็นเรื่องปลอมเกินไป หรือท่านรู้สึกไม่สนุกกับ SBM ก็ไม่ต้องไปสนใจกับมัน เพราะเราตั้งชื่อเรื่องว่าเป็น "การวิจัยและพัฒนาการบริหารสถานศึกษาที่ส่งเสริมการปฏิรูปการเรียนรู้" ถ้าไม่อยากทำเรื่อง SBM ท่านก็คิดใหม่เองได้ เช่น จะบริหารอย่างไรให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ที่ดี ฉะนั้น สมมติฐาน(Hypothesis) หรือข้อสมมติ (Assumption)ของสถานศึกษาของท่านก็คือ ถ้าบริหารอย่างที่เป็นอยู่ปัจจุบันนี้ หรืออาจจะมีการให้ความเป็นอิสระบางส่วนในบางเรื่อง (ซึ่งเราก็รู้ว่ามันไม่มากเท่าไร) แล้วท่านก็ลองมาดำเนินการพัฒนาและวิจัย (D& R) เพื่อเป้าหมายที่สำคัญ คือ ทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนโดยดำเนินการปฏิรูปการเรียนรู้เป้าหมายเพื่อให้ผู้เรียนเกิดผลสัมฤทธิ์ที่ดี ผลสัมฤทธิ์คืออะไรท่านคิดต่อเอง

แต่จุดที่สำคัญที่ผมอยากจะเตือนท่านอย่างแรง คือ บ้าผลสัมฤทธิ์อย่างเดียวไม่ได้ เพราะผลสัมฤทธิ์อาจดีมากแต่เด็กทุกข์ถนัดเลย การปฏิรูปการเรียนรู้ต้องไม่ทำให้เด็กเครียด เด็กต้องมีความสุขมากขึ้น ผลสัมฤทธิ์เพิ่มด้วยแล้วเด็กก็เรียนสนุกเรียนอย่างมีความสุขด้วย เพราะฉะนั้น เป้าหมายต้องมีทั้ง 2 อย่าง คือ "ผลสัมฤทธิ์" และ "ความสุขของผู้เรียน"

ถ้าท่านจะลองพัฒนาและวิจัยเช่นนี้ ท่านอาจตั้งโจทย์คำถามวิจัยโดยจับที่เรื่อง ระบบของความคิดริเริ่มและการตัดสินใจในโรงเรียนว่าเขาทำอย่างไร โรงเรียนซึ่งมีคนจำนวนหนึ่ง มีคณะกรรมการสถานศึกษา มีพ่อแม่ผู้ปกครอง มีผู้นำชุมชน มาร่วมกันคิดร่วมกันตัดสินใจ เขามีวิธีการทำอย่างไร นี่ก็เป็นโจทย์วิจัยที่ยิ่งใหญ่แล้ว และยังมีโจทย์ที่หลายท่านก็เคยทำไปแล้ว คือ บริหารทรัพยากรอย่างไร จะต้องใช้เงินในสัดส่วนอย่างไร ทรัพยากรบางส่วนที่หน่วยเหนือหรือส่วนกลางให้มา เช่น เงินเดือน เราแตะไม่ได้ แต่ส่วนอื่นที่ผู้บริหารสามารถจัดการเองได้ก็มี ท่านจะใช้ทรัพยากรนั้นอย่างไร หามาได้อย่างไร ใช้อย่างไร แล้วต้องไม่ลืมที่จะโยงไปถึงบทบาทของคณะกรรมการสถานศึกษา บทบาทของผู้ปกครอง รวมทั้งบทบาทของเครือข่ายสถานศึกษาในพื้นที่

ท่านต้องพิจารณาเรื่องการจัดเครือข่ายด้วย เครือข่ายที่ท่านทำอยู่นี้ก็เป็นเครือข่ายเพราะท่านไปชวนกันมาเป็นอยู่แล้ว แต่โจทย์ข้อนี้อาจจะกว้างกว่านั้น อันนี้ก็แล้วแต่ท่านว่าต้องการทำงานหนักหรือเปล่า

5. กระบวนวิธีวิจัย

ในการวิจัยและพัฒนาการบริหารสถานศึกษาที่ส่งเสริมการปฏิรูปการเรียนรู้ของท่านครั้งนี้ ผมจะขอนำเสนอกระบวนวิธีวิจัย (research methodology) สำหรับให้ท่านนำไปพิจารณา แต่อย่าคิดว่าผมมาบอกแล้วจะต้องใช้ได้

เริ่มแรกคือท่านต้องกำหนดว่าจะให้เกิดผลอะไรที่ผู้เรียน ต้องการให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะอย่างไร ร่วมกันกำหนดให้ชัด พอกำหนดแล้วก็วัดว่าขณะนี้ผู้เรียนมีลักษณะอย่างนี้เมื่อต้นปี เวลาวัดถ้าจะให้ดีนอกจากเราวัดเองเป็นข้อมูลชุดหนึ่ง ควรมีคนนอกมาวัดด้วย โดยให้เขาวัดอย่างอิสระ ไม่เกี่ยวข้องกัน ไม่ต้องเลียนแบบกัน ท่านก็จะมีข้อมูลสองชุด คือ ข้อมูลที่ท่านวัดเอง กับข้อมูลที่คนนอกวัด เก็บไว้เป็น baseline ก่อน แล้วก็มาตกลงกันว่าเราจะใส่การกระทำ (intervention) อะไรลงไป เพื่อที่จะทำให้เกิดผลอย่างที่กำหนดไว้ตอนต้นจากนั้นก็ทดลองทำพอทำเสร็จแล้วก็วัดอีกครั้ง นี่คือวงจรของกระบวนการ PDCA การวัดมีทั้งท่านวัดเอง กับให้คนอื่นวัดด้วย แล้วนำข้อมูลสองชุดมาเปรียบเทียบกัน โดยในกรณีคนนอกนี้ ทีมวิจัยของ สกศ. อาจจะเข้าไปช่วยก็ได้

การดำเนินการแบบนี้เพียงครึ่งปีหรือหนึ่งปี ผมคิดว่าไม่น่าจะเห็นผลได้ชัดเจน เพื่อความมั่นใจต้องทำหลายรอบ หนึ่งปี สองปี สามปี ซึ่งในระหว่างนั้น อาจจะมีการปรับ intervention ด้วย เพราะในบาง intervention ท่านรู้ว่ามันไม่ดี ถ้าทำไปเด็กจะเสียประโยชน์ ท่านก็ต้องปรับ และในที่สุดท่านก็จะสามารถเปรียบเทียบระหว่างข้อมูล baseline กับข้อมูลหลัง intervention โดยต้อง correct ช่วงเวลาที่ผ่านไปด้วย เพราะช่วงเวลาที่ผ่านไปนั้นเด็กเติบโตขึ้นด้วย เด็กเก่งขึ้นด้วย เด็กอาจเก่งเอง ไม่ใช่เก่งเพราะท่านไปทำ intervention ทั้งหมด เพราะฉะนั้น ต้องมีการปรับในเรื่องเหล่านี้ด้วย แล้วท่านจะสามารถเขียนรายงานตอบโจทย์คำถามได้ และถ้าเราสามารถทำคู่ขนานกันไประหว่างสองทีมก็จะน่าสนใจมากว่าเกิดอะไรขึ้น มองต่างกันแค่ไหน ที่สำคัญคือต้องอย่าให้ขึ้นต่อกัน (dependent) ต้องให้สองกลุ่มนี้คือภายในกับผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกเป็นอิสระต่อกัน วิธีวิจัยแบบนี้เป็นวิธีการศึกษาในกลุ่มทดลองกลุ่มเดียวกัน แต่เปรียบเทียบความแตกต่างของผลที่ได้ระหว่างก่อนที่จะใส่ intervention กับหลังใส่ intervention

อีกแบบหนึ่งเรียกว่า case control คือใส่ intervention ให้โรงเรียนหนึ่ง และ control อีกโรงเรียนหนึ่งไว้ไม่ใส่ intervention ให้แล้วก็วัดคู่ขนานกันไป ดูการเปลี่ยนแปลงคู่ขนานกันไป วิธีทำก็อาจจะทำโดยใช้เครือข่ายเดียวกัน เช่น เอาโรงเรียน ก. เป็น case ท่านก็ใส่ intervention ในโรงเรียน ก. และไม่ใส่ใน โรงเรียน ข. เพื่อจะดูความแตกต่างของผลที่ได้

ข้อเสียของวิธีนี้คือ โรงเรียน ข. อาจจะเกิดอาการน้อยใจว่าทำไมไม่ให้เราด้วย เผลอๆ ก็แอบใส่เอง หรือไม่แอบใส่แต่ว่าใจมันไปเอง ก็เลยทำไปโดยไม่รู้ตัว ถ้าเป็นเช่นนี้จะทำให้วิจัยได้ลำบาก แต่ก็เป็นอีกทฤษฎีหนึ่งที่ทำได้ เป็นการเปรียบเทียบระหว่างสองกลุ่ม และนี่ก็เป็นอีกวิธีวิจัยหนึ่งที่ผมลองเสนอไว้เท่านั้น

6. กระบวนการสนับสนุน

สำหรับเรื่องกระบวนการสนับสนุนนั้น ควรจะมีการประชุมวิชาการประจำปีของเครือข่ายและระหว่างเครือข่ายด้วย ตรงนี้สำคัญ ทำภายในกลุ่มเดียวกันเท่านั้นไม่พอ การประชุมระหว่างเครือข่ายจะก่อให้เกิดการแข่งขันกัน รวมทั้งเกิดความร่วมมือกันและเรียนรู้ระหว่างกันด้วย

ในการบรรยายหรือฝึกอบรมเฉพาะเรื่องท่านควรจะเป็นผู้บอกเองว่า ต้องการอะไร ต้องการให้ สกศ.ช่วยจัดวิทยากรเรื่องอะไรให้ ในบางเรื่องทำไป ๆ ท่านอาจต้องการที่ปรึกษามาช่วยดูในรายละเอียดด้วยกันเลย เพราะท่านอาจจะหน้ามืดตามัวแล้ว งงเต็มทีแล้ว ก็ต้องมีที่ปรึกษาเข้าไปช่วย ซึ่งจะเป็นประโยชน์มาก หรือบางครั้งอาจไม่ต้องถึงกับลงไปดู แต่ขอให้โทรศัพท์มาถามหน่อยว่าคิดอย่างนี้ถูกหรือไม่ อย่างนี้ก็จะเป็นประโยชน์มาก ผมเองมีประสบการณ์เรื่องประชุมวิชาการทั้งภายในและภายนอก ถ้าผมอยู่ในกลุ่มท่านผมจะจัดทุกเดือน ตอนผมสอนในมหาวิทยาลัยผมจัดทุกอาทิตย์ เพราะมันช่วยให้เกิดการกระตุ้นได้มาก

7. เงื่อนไขของการสร้างศาสตร์ SBM

ในการสร้างศาสตร์ SBM ของประเทศไทยครั้งนี้ ผมเห็นว่ามีเงื่อนไขที่สำคัญอย่างน้อย 5 ประการคือ

ประการแรก ความเป็นอิสระ ท่านต้องมีอิสระที่จะคิด มีอิสระที่จะลองได้

ประการที่สอง ต้องมีเวลายาวนานพอ ปีเดียวไม่ทันสร้างศาสตร์ สามปีผมก็ยังไม่แน่ใจในการที่จะสร้างศาสตร์ให้เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน แต่จะเกิดความรู้ที่มีความหมายขึ้นพอสมควรในสามปี ผมเชื่ออย่างนั้น

ประการที่สาม ท่านต้องทุ่มเท ต้องหมกมุ่นกับเรื่องนั้นๆ ต้องคิดอยู่ตลอดเวลา ถ้ามีข้อสงสัยก็ต้องยกหูโทรศัพท์ไปถาม ต้องมาค้นหนังสือดู ต้องมาปรึกษากันว่าเป็นอย่างไร คิดอย่างนี้ถูกไหม เป็นต้น นี่คือความหมายของคำว่า "หมกมุ่น" ในประสบการณ์ของผม พบว่าคนที่หมกมุ่นกับเรื่องดีๆ แบบนี้ชีวิตจะมีค่ามาก

ประการที่สี่ กลุ่มต้องใหญ่พอ กลุ่มไม่กี่คนนี่ไม่พอ กลุ่มที่ใหญ่พอนั้นแปลว่า ความคิดหลากหลายด้วย ประสบการณ์หลากหลายด้วย ความคิดไม่เหมือนกันด้วย ซึ่งจะทำให้เกิดพลังที่เรียกว่า critical mass และ ความหลากหลาย (diversity)

ประการสุดท้าย ที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ สร้างความรู้ เมื่อท่านพบความรู้เกิดข้อสรุปใดข้อสรุปหนึ่งเรายังไม่ถือว่าเป็นศาสตร์ ยังต้องมีการตรวจสอบกับประสบการณ์ของกลุ่มอื่น บริบทอื่น แล้วทำความเข้าใจในบริบทที่ลึกหรือเชื่อมโยงกว่าเดิมเข้าไปอีก คือเป็นการสร้างศาสตร์ซ้อนศาสตร์ สร้างความรู้ซ้อนความรู้ ตั้งคำถามตั้งข้อสงสัยแล้วตรวจสอบ แล้วก็หาความรู้อย่างนี้ซ้อนกันหลายครั้ง ในที่สุดจึงจะไปถึงศาสตร์

8. SBM บนแผ่นดินแม่

เพราะฉะนั้น ผมจึงย้ำว่าการสร้างศาสตร์บนแผ่นดินแม่นี้ไม่ใช่ทำในระยะสั้น ๆ แล้วก็ได้ศาสตร์เลย แต่ต้องการความอดทน ในกระบวนการเช่นนี้จะเกี่ยวข้องกับคนเป็นหลายร้อยหรือหลายพัน แต่เกิดเป็นความรู้ที่เราพอจะภูมิใจได้ แล้วก็ทำให้เกิดความมั่นใจว่าเราก็เป็นคนมีสติปัญญา ไม่ใช่จะต้องเลียนแบบชาติอื่นอยู่เรื่อยไป

8.1 SBM ในอุดมคติ

สำหรับ SBM จริงๆ นั้น ในสายตาหรือในอุดมคติของผม เป้าหมายของ SBM คือ ผลผลิตหรือผู้เรียนที่มีคุณสมบัติตามที่เราต้องการให้เป็น นี่คือเป้าหมายสำคัญที่สุดของโรงเรียน

โรงเรียน SBM ในอุดมคติจะเป็น องค์กรแห่งการเรียนรู้ (learning organization) ซึ่งมีความหมายสามประการคือ

ประการที่หนึ่ง สร้างผลผลิต คือ นักเรียนที่จบไป

ประการที่สอง สร้างคนที่ทำงาน ซึ่งก็คือครู ทำให้ครูเก่งขึ้นเจริญงอกงามขึ้น มีปัญญามากขึ้น เป็นคนที่ใจดีมากขึ้น และประการที่สาม สร้างศาสตร์ ซึ่งก็คือศาสตร์หรือวิชาที่ใช้ทำงาน ที่ทำให้เด็กเป็นคนดีมีความรู้ทั้งหลายนั่นเอง

เมื่อโรงเรียนมี 3 เป้าหมายนี้ ทำงานเพื่อสามเป้าหมายนี้ องค์กรหรือโรงเรียนจะเกิดการเรียนรู้ไปในตัว และเป็นอัตโนมัติไปโดยตลอด จะไม่หยุดนิ่งแข็งตัวอยู่กับที่ การที่องค์กรจะเป็น learning organization ได้คนในองค์กรต้องมีเจตคติหรือทิฐิหรือทฤษฎีที่ถูกต้อง ทฤษฎีที่ผิดก็คือคิดว่าตนเองทำงานอยู่อย่างนี้อีกสิบปีก็จะเป็นอย่างนี้ นี่คือทฤษฎีที่ผิด คือไปหลงเชื่อว่าสภาพการทำงานหรือสิ่งแวดล้อมจะคงที่ตายตัว เป็นไปตามที่นายสั่งหรือหน่วยเหนือกำหนด

แต่ความเป็นจริงไม่ใช่เช่นนั้น สังคมเปลี่ยนตลอดเวลา เพราะฉะนั้น สมมติฐานที่ถูกต้องหรือทฤษฎีที่ถูกต้องของ learning organization ก็คือ สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงแบบไม่รู้ทิศทาง ไม่แน่นอน (uncertainty) ด้วยเหตุที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และเปลี่ยนอย่างไม่แน่นอน คาดหวังยาก เราจึงต้องเป็น learning organization

8.2 SBM ในบริบทไทย

SBM ในบริบทไทย สรุปได้ว่า มุ่งเป้าที่ผู้เรียน ลดขั้นตอนการควบคุมและสั่งการ เพิ่มผลของงานที่แท้จริงและเพิ่มประสิทธิภาพ ประสิทธิภาพแปลว่าใช้ทรัพยากรน้อยได้ผลงานมาก และมอง participants ของโรงเรียนในมุมมองที่กว้าง คือ มีทั้งครู ผู้ปกครอง และผู้นำชุมชน และอีกประการหนึ่ง คือ เปิดโอกาสหรือให้โรงเรียนมีความเป็นอิสระ

ความเป็นอิสระก็คืออิสระในการคิดในการวางแผน การทดลองสร้างสรรค์และสร้างนวัตกรรมในงานที่ทำ แต่อย่าลืมว่าต้องลงท้ายโดยมีการตรวจสอบและประเมินด้วย

8.3 SBM อิสระแต่มีพันธนาการ

เงื่อนไขที่สำคัญที่สุดของ School Based Management คือ เป็นอิสระแต่มีกติกาเงื่อนไขหรือข้อตกลง มีเป้าหมายหรือปณิธานที่ชัดเจน มีหลักการทำงานแบบempower ให้ครูและบุคลากรผู้ร่วมทำงานมีสิทธิ์มีอำนาจในการออกความคิดในการใช้ความคิดริเริ่มในการตัดสินใจบางจุดที่เขารับผิดชอบ เป็นการทำงานแบบที่เรียกว่า distributive ไม่ใช่ควบคุมสั่งการ แต่เป็นเครือข่ายแบบมีส่วนร่วม และเงื่อนไขที่สำคัญคือ ต้องมีการตรวจสอบจากภายนอก

8.4 SBM พลังจักรวาล

ในสายตาผม การสร้างเครือข่ายหรือทีมงาน การบริหารแบบ SBM เป็นวิธีเรียกพลังจักรวาลเข้ามาในโรงเรียน คือ ดูดพลังจากภายนอกโรงเรียนเข้ามาสร้างความเจริญให้แก่โรงเรียน โดยการเปลี่ยนจากการทำงานหรือวิธีคิดแบบปิรามิดแบบ top-down ไปเป็นองค์กรหรือวิธีการทำงานแบบเครือข่ายเชื่อมโยงกัน

จากภาพนี้ท่านจะเห็นว่า คนแต่ละคนที่อยู่ในองค์กร จะเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน และเชื่อมโยงกับภายนอก เพราะฉะนั้น จะรับเอาความรู้ รับเอาข้อมูลข่าวสารทั้งหลายจากภายนอก เข้ามาแลกเปลี่ยนและปรึกษากัน จะทำให้เกิดการเรียนรู้และสัมพันธ์กับภายนอกรอบด้าน ถ้าเป็นองค์กรแบบเก่าการสัมผัสกับภายนอกจะอยู่ที่ยอดแล้วสั่งลงมาข้างล่าง แต่ในแบบใหม่พลังจะมาจากทุกด้าน และพลังที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือพลังของการประเมินจากคนภายนอกที่มาประเมิน ถ้าเราใช้เขาเป็นเขาจะเป็นคนออกความคิดในเรื่องต่างๆ ให้เรา เป็นคนมากระตุ้นให้แต่ละส่วนขององค์กรเกิดการเปลี่ยนแปลง

สรุป: สร้างศาสตร์ SBM บนแผ่นดินแม่

เพราะฉะนั้น ศาสตร์ที่เราพูดถึงก็คือ ศาสตร์ว่าด้วยการเรียนรู้ในบริบทไทยหรือบริบทของท้องถิ่นหนึ่งๆ ศาสตร์ในการที่โรงเรียนจะเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ และองค์กรแห่งการเรียนรู้นี้ เรียกอีกชื่อหนึ่งเป็น Chaordic คือเป็นองค์กรผสมระหว่างความเป็น chaos คือความไร้ระเบียบ กับ order คือความเป็นระเบียบ ศาสตร์ที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับสังคมโดยรอบ ศาสตร์ที่ว่าด้วยเครือข่ายที่โรงเรียนเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายองค์กรในท้องถิ่น และศาสตร์ที่ว่าด้วยการที่โรงเรียนเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายในประเทศ นี่เป็นมุมมองของเรื่อง SBM

การดำเนินการ SBM เป็นการสร้างศาสตร์ เป็นวิธีมองแบบหนึ่ง รายละเอียดที่ผมนำเสนอมาทั้งหมดนี้เป็นการนำเสนอในเชิงวิธีคิด เป็นแบบหนึ่งที่ผมคิดขึ้น ซึ่งท่านไม่จำเป็นต้องคิดแบบนี้ คิดแบบอื่นก็ได้ ถ้าทุกคนช่วยกันคิด ช่วยกันทดลองทำ ได้ผลอย่างไรก็มาแลกเปลี่ยนกัน ประเทศไทยเราจะมีศาสตร์ SBM ที่ไม่แพ้ประเทศใดในโลกเลย


ถอดความจากคำบรรยายของ ศาสตราจารย์ นายแพทย์วิจารณ์ พานิช เรื่อง การสร้างศาสตร์ SBM บนแผ่นดินแม่ ในการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การวิจัยและพัฒนาการบริหารสถานศึกษาที่ส่งเสริมการปฏิรูปการเรียนรู้ ของผู้บริหารสถานศึกษาต้นแบบและเครือข่าย ระหว่างวันที่ 11-12 และ 17-18 มิถุนายน 2545 ณ โรงแรมบางกอกพาเลส กรุงเทพมหานคร