ผู้บริหาร
ผู้เรียน
สื่อ
ปฏิรูปการเรียนรู้ : แสงสว่างปลายอุโมงค์

สุภาวดี หาญเมธี.
"ปฏิรูปการเรียนรู้ แสงสว่างปลายอุโมงค์"
น.ส.พ.มติชน อาทิตย์ที่ 24 มีนาคม 2545 หน้า 13.

ความอึมครึมในระดับนโยบายและในส่วนศูนย์กลางอำนาจอาจทำให้คนหลายคนในแวดวงการศึกษาและการพัฒนาเด็กซึมและเซ็งไปหลายตลบ ตกลงจะเอาไงกันแน่ จะปฏิรูปหรือไม่ปฏิรูปกันแน่

แต่ถ้าใครมีเวลาไปสังเกตการณ์ตามโรงเรียนต่างๆ หลายแห่งจะพบว่าทั่วประเทศตอนนี้ ประกายไฟปฏิรูปการศึกษาติดแล้วเป็นจุดๆ หย่อมๆ ข้างบนจะว่าไงก็เชิญว่าไป ใครจะยึดเก้าอี้กอง/กรมไหนก็ยึดไป แต่ข้างล่างเขาจะไม่ทนรออีกต่อไปแล้ว เพราะพวกเขารู้ดีจากสภาพที่เห็นอยู่ทุกวี่ทุกวันว่า เด็กๆ นั้นต้องการเติบโตพัฒนาทั้งเลือด เนื้อ กระดูก และสมองของเด็กไม่เคยหยุดนิ่ง

ขืนชักช้าร่ำไร ลูกศิษย์ตาดำๆ ของพวกเขารังแต่สมองจะฝ่อตาย จบการศึกษาออกมาเป็นแรงงานราคาถูกให้คนเอาเปรียบซ้ำซาก

2-3 เดือนที่ผ่านมา ดิฉันโชคดีมีโอกาสไปพบเห็นเรื่องดีๆ จากโรงเรียนที่ "ปฏิรูปการเรียนรู้" ทั้งในเมืองและชนบทหลายแห่ง เกิดความตื่นตาตื่นใจอย่างไม่เคยคาดคิดมาก่อน

โรงเรียนไกลปืนเที่ยงติดชายแดน ขึ้นดอยวกวนเวียนไปร่วมชั่วโมงกว่าจะถึง บางแห่งอยู่กลางดงยาบ้า บางแห่งอยู่ในพื้นที่ยากจนซ้ำซาก บางแห่งได้งบฯบริหารโรงเรียน (ไม่รวมเงินเดือนครู) ปีละแค่ 90,000 กว่าบาท ต่อเด็ก 100 คน (พัฒนาเด็กแบบไหนใช้งบฯ ปีละ 900 บาทต่อคน ? ) บางแห่งน้ำกินน้ำใช้ไม่พอให้เด็กดื่มกิน…ฯลฯ สารพัดปัญหา พวกเขาอยู่ท่ามกลางความยากลำบากสาหัสสากรรจ์ทางสภาพแวดล้อมทางกายภาพ

แต่จิตภาพของครูและผู้บริหารของโรงเรียนเหล่านั้น แข็งแกร่งกว่าหินผา เป็นที่ประจักษ์ว่า ครูและผู้บริหารเพื่อการปฏิรูปการศึกษาในบ้านเมืองนี้มีอยู่จริงๆ

บางแห่งลุกขึ้นมาจัดสัมมนาครูกับผู้ปกครองและชุมชนของตนเอง แล้วเขียนวิสัยทัศน์กำหนดมาตรฐานการศึกษาของโรงเรียนขึ้นเองตามความต้องการที่เป็นจริงของชุมชน นายเหนือที่นั่งอยู่สำนักงานในเมืองจะเอายังไงก็ตามเถิด ชุมชนของพวกผมสรุปกันแล้วว่าจะเอาอย่างนี้ พวกผมก็จะทำอย่างนี้ เพราะเด็กของผมจบแล้วก็จะต้องออกมาใช้ชีวิตจริงอยู่กับชุมชนนี้ไม่ได้ไปอยู่กับนายในเมือง

บางแห่งเปิดใจกว้างให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมจริงๆ ไม่ใช่เอาแค่ชื่อมาใส่ตามกฎระเบียบ (แต่ ผอ. ยังเผด็จการอยู่คนเดียวเหมือนเดิม) ชาวบ้านแบบตาสีตาสา พี่นิด ป้าแดง ที่เคยถูกมองว่าไม่รู้เรื่องรู้ราวทางการศึกษา เข้ามาร่วมประชุมออกความเห็นกันอย่างคึกคัก วางแผนพัฒนาโรงเรียนด้วยกัน ร่างธรรมนูญโรงเรียนด้วยกัน พิจารณาหลักสูตรการเรียนการสอน ดูแลการใช้งบประมาณ บ้างเข้ามาเป็นวิทยากรร่วมสอนหลักสูตรท้องถิ่นด้วย ไม่ใช่แค่หาเงินให้โรงเรียนด้วยการเลี้ยงโต๊ะจีน จัดผ้าป่าอย่างแต่ก่อน

เท่าที่ไปพบเห็น กรรมการสถานศึกษาบางแห่งอ่าน พ.ร.บ.การศึกษาฯ "แตก" ยิ่งกว่าผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการบางคนเสียอีก

เรียกว่า โรงเรียนทำให้พ่อแม่ปู่ย่าตายายพลอยเข้าใจการพัฒนาคน พัฒนาการศึกษาไปพร้อมๆ กัน

ครู "บ้านนอก" หลายต่อหลายแห่ง ทะลุทะลวงเข้าถึงหัวใจการปฏิรูปการเรียนรู้ สามารถทำ "ไชลด์เซ็นเตอร์" ได้โดยไม่ทำให้เพี้ยนไปเป็น "ควายเซ็นเตอร์" อย่างเขาว่า บางคนทำวิจัยสอง - สามหน้าในชั้นเรียน แก้ปัญหาเด็กในห้องของตนได้อย่างตรงจุด บางโรงเรียนเล็กๆในชนบท ครูทำงานวิจัยได้เป็นร้อยๆ เรื่อง เห็นอะไรสงสัย เห็นเป็นปัญหา ก็ทำการวิจัยหาสาเหตุ หาแนวทางแก้ไข ทดลองทดสอบ แล้วสรุปผล

เราได้เห็นหลักสูตรใหม่ๆ ที่แสนจะน่าทึ่งของหลายโรงเรียน เช่น หลักสูตร "เงาะป่าซาไก" หลักสูตร "ไก่แจ้" หลักสูตร "ปลาเค็ม" หลักสูตร "พริกแกง" ซึ่งเด็กๆ จะได้เรียนรู้เนื้อหาที่บูรณาการเชื่อมไปถึงสาระความรู้ 8 กลุ่มที่กรมวิชาการวางไว้ เป็นต้นว่า คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ส่งเสริมประสบการณ์ชีวิต (สปช.) ฯลฯ ด้วยกระบวนวิธีการอันหลากหลาย ไม่ใช่จด จดแล้วท่อง ท่องแล้วจำ จำแล้วสอบ สอบแล้วลืม อย่างที่มักเป็นมา หากแต่ทำโครงงานบ้าง ออกสัมภาษณ์บ้าง Walk Rally บ้าง เด็กๆ ได้หาข้อมูลด้วยตนเอง คิด วิเคราะห์ ได้ลงมือทำตั้งแต่ต้นจนจบ สามารถสรุปผลออกมาเป็นรูปแบบสารพันตั้งแต่ใบงานกลุ่ม หนังสือเล่มเล็ก การ present หน้าชั้น การแสดงละคร ฯลฯ ไม่ว่าเด็กเล็กเด็กโต ครูของพวกเขาก็สามารถดึงศักยภาพการเรียนรู้ของเด็กๆออกมาได้

ภาพเด็กชั้น ป.1 ที่บ้านนอก โคราช ตัวกระเปี๊ยกๆ เสื้อผ้ามอมแมม แต่จับไมค์ทะมัดทะแมง ออกมา present หน้าชื่นอย่างฉะฉานด้วยผลงาน Mind Mapping จากการค้นคว้าของกลุ่มเรื่อง "อาชีพในชุมชนของเรา"

เด็กชั้น ป.6 กลุ่มหนึ่งในนราธิวาส ซึ่งใช้ภาษายาวีเป็นหลักในชีวิต สามารถเข้าใจภาษาไทยและนำเอาความประทับใจในหนังสือเทคนิคแบบที่เรียกว่า Pop-up มาช่วยกันค้นคว้าวิธีทำด้วยตนเองจนสามารถสร้างนิทานประกอบภาพสวยงายแบบ Pop-up เป็นผลงานบูรณาการวิชาภาษาไทยและศิลปะขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์

เด็กหลายโรงเรียนเรียงแถวออกไปเรียนกับพ่อใหญ่ แม่ใหญ่ นอกโรงเรียน ไปเรียนกับตำรวจ ไปเรียนที่สถานีอนามัย หรือตามทุ่ง ตามสวน หยิบจับอะไรก็ดูคล่องแคล่ว ถามอะไรก็ตอบได้ลึกในเนื้อหา

หลังจากสร้างหลักสูตรของตนขึ้นเอง ครูหลายโรงเรียนสามารถพัฒนาองค์ความรู้ที่ช่วยกันมาค้นคว้าจนกลายเป็นหนังสือประกอบการเรียนที่ยอดเยี่ยม ชนิดที่สำนักพิมพ์ทั้งหลายเห็นแล้วจะต้องตื่นเต้น เช่น "นิทานชนชาติเขมร" ในจังหวัดศรีสะเกษ หนังสือประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของภาคใต้ หนังสือพรรณไม้ในสวนท้องถิ่น หนังสือความรู้เรื่องไก่แจ้ซารามอ ฯลฯ

ลองหลับตาคิดดูว่า ถ้าครูและโรงเรียนของเราดำเนินการปฏิรูปการเรียนรู้เช่นนี้ ประเทศชาติจะมีองค์ความรู้งอกงามเฟื่องฟูขนาดไหน มีหนังสือให้เด็กอ่านเพิ่มมากขึ้นขนาดไหน ลบภาพที่ทั้งประเทศมีแค่คู่มือไม่กี่เล่มจากกรมวิชาการ หรือไม่ก็สำนักพิมพ์ที่ยัดเยียดเข้าไปในหัวเด็กเป็นล้านๆ คนอีกต่อไป ตรงนี้แหละคือรากฐานสำคัญส่วนหนึ่งของคำว่า "สังคมแห่งการเรียนรู้"

บางโรงเรียนอยู่ในชนบทไกลลิบ แต่ครูบาอาจารย์ รวมทั้งนักเรียนสามารถใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อค้นคว้าหาความรู้จากทั่วโลก แก้ปัญหาเด็กไม่มีแหล่งข้อมูลได้อย่างดี

ที่แน่ๆ โรงเรียนไหนมีการเปลี่ยนแปลง ดูหน้าตาครูโรงเรียนนั้นมีสุขภาพจิตดี คึกคัก คล่องแคล่ว และมีความมั่นใจในตนเอง เพราะได้สร้างงานใหม่ๆ ไม่ซ้ำซาก จำเจ และมีความสามัคคีกันสูง

บางโรงเรียนไม่เพียงแต่เปลี่ยนตารางเรียน จากเรียนทีละวิชา วิชาละชั่วโมง ซึ่งบางทีเวลาหมด เนื้อหายังไม่หมด เด็กยังไม่เข้าใจก็จำต้องเปลี่ยนวิชา กลายมาเรียนทีละ 2-3 ชั่วโมง เรียกว่า เอาจนรู้เรื่อง ได้เรื่องได้ราว

บางแห่งจัดกิจกรรมตามความสนใจให้เด็กทั้งโรงเรียนพร้อมกันตอนบ่ายวันใดวันหนึ่ง ให้เด็กเลือกเรียนรู้ ใครอยากเรียนงานบ้านก็มาเข้ากลุ่มเรียนด้วยดี ใครอยากเรียนภาษาล้านนาก็ได้ ภาษาอังกฤษก็เชิญ ใครอยากทำงานประดิษฐ์ก็ไปทำ จัดกลุ่มคละตั้งแต่ ป.1 ยัน ป.6 พี่ช่วยสอนน้อง หัดดูแลกันไปด้วยในตัว ฝึกทักษะสังคมไปด้วย

สารพัดนวัตกรรมล่ะค่ะ

ที่สำคัญอะไรๆ ก็ไม่เท่าดูผลอันเกิดกับเด็ก โรงเรียนไหนปรับเปลี่ยนการเรียนรู้ ดูออกชัดๆ เลยว่า เด็กๆ แววตาแจ่มใส รักโรงเรียน ไม่อยากขาดเรียน ห้องเรียนสนุกสนานคึกคัก มีชีวิตชีวามาก เด็กๆ กล้าแสดงออก กล้าคิด กล้าวิเคราะห์ แม้แต่พวกตัวจิ๋ว ๆ ก็รู้จักทำงานเป็นกลุ่ม เด็ก ๆ รู้จักเข้าห้องสมุด (ที่แม้จะมีหนังสือไม่มาก แต่ก็เปิดกันจนปรุ) ห้องคอมพิวเตอร์ที่มีไม่กี่เครื่อง แต่คนสนใจล้นหลาม เจอผู้ใหญ่ก็กล้าทักทายสวัสดี มีสัมมาคารวะ ตอบปัญหาได้ฉะฉาน ที่สำคัญทำงานเป็น คิดเป็น

ผลงานของเด็กก็หลากหลายรูปแบบและเนื้อหา ไม่ใช่มีแต่สมุดแบบฝึกหัดที่แห้งแล้ง น่าเบื่อ การประเมินผลก็ไม่ได้วัดที่การสอบปรนัย จิ้มๆติ๊กๆ อย่างเดียว แต่ดูการเข้าร่วมทุกกระบวนการไปด้วย

หากใครไปเห็นมาอย่างดิฉันแล้ว จะมีความสุขมากค่ะ เพราะเราได้ซึมซับความสุขของผู้บริหาร ของชุมชน ผู้ปกครอง ของครู และของเด็ก ๆ มาเต็มที่

มองเห็นทิศทางข้างหน้าเป็นรูปเป็นร่างขึ้น ถ้าปฏิรูปการเรียนรู้กันแบบนี้ เด็กชนบทที่ไม่มีใครเรียนต่อสูง ๆ ก็เก่งได้ ช่วยตนเองได้ คิดเป็น จบแล้วทำมาหากินได้จริง รู้จักหลีกภัยชีวิต ไม่ว่าจะเป็นยาบ้า อบายมุขและจำนวนมากน่าจะไม่ทิ้งถิ่นของตนเอง

ส่วนพวกเด็กเมือง แม้จะไปเรียนต่อระดับสูง เข้ามหาวิทยาลัยก็จะไม่ใช่พวกหัวโตมือเท้าลีบ เอาแต่ท่องจำอย่างก่อน ๆ เด็กที่ผ่านการเรียนแบบนี้ก็น่าจะเป็นปัญญาชนที่คิดเป็น ทำเป็น เป็นคนคุณภาพจริงๆ

เอาเถอะค่ะ พวกข้างบนใครจะปฏิรูปไม่ปฏิรูป พวกเราไม่ง้อแล้วล่ะค่ะ เพราะที่ฐานเขาเดินหน้ากันแล้ว

ใครยังอยากล้าหลัง และทำบาบต่อไปก็เชิญ ใครเดินตามไม่ทันก็ต้องตกกระได…อย่าเที่ยวโวยว่าไม่มีใครเตือนก็แล้วกัน