ผู้บริหารสถานศึกษาต้นแบบ
กับการปฏิรูปการเรียนรู้
ดร. รุ่ง แก้วแดง เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ
บรรยายพิเศษแก่ผู้เข้าร่วมประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ
"ผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งเสริมการปฏิรูปการเรียนรู้"
19 มกราคม 2545
ผมขอนำเรียนทุกท่านทราบ ใน 2 เรื่อง คือ เรื่องแรก "โครงการผู้บริหาร
สถานศึกษาต้นแบบ " เพื่อให้ท่านทราบถึงความเป็นมาและวัตถุประสงค์ต่างๆ อย่างถูกต้องชัดเจน และเรื่องที่สอง คือ "บทบาทใหม่ของผู้บริหารโรงเรียนที่จะต้องเน้นการปฏิรูปการเรียนรู้"
เรื่องแรก ความเป็นมาของโครงการผู้บริหารสถานศึกษาต้นแบบ ผมอยากให้ทุกท่านศึกษา พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ให้เข้าใจแจ่มแจ้ง เนื่องจากก่อนที่จะมีการจัดทำ พ.ร.บ. ฉบับนี้เราใช้เวลาค่อนข้างมากเพื่อศึกษาสภาพปัญหาของการศึกษาไทย และผมเข้าใจว่าเป็นกฎหมายฉบับเดียวเท่านั้นที่กว่าจะออกมาเป็นพระราชบัญญัติได้ต้องมี "การศึกษาวิจัย" เรื่องใหญ่ ๆ ที่เกี่ยวกับการศึกษาถึง 42 ประเด็น ฉะนั้น ข้อความในแต่ละมาตราหรือจึงเป็นผลมาจากงานวิจัยหนึ่งเรื่องหรือมากกว่านั้น เช่น หมวด 2 เฉพาะมาตรา 10 มาตราเดียวมีงานวิจัยใหญ่รองรับถึง 3 ชิ้น คือ งานวิจัยที่ว่าด้วยการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับคนทั่วไป วรรค 2 การศึกษาสำหรับคนพิการและคนที่มีความบกพร่อง มีงานวิจัยอย่างละเอียดชัดเจนว่าความบกพร่องคืออะไร พิการคืออะไร และวรรคสุดท้ายของมาตรา 10 ซึ่งสมัยก่อนเราไม่คุ้นก็คือ การศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษหรือคนปัญญาเลิศ
เฉพาะมาตรา 12 เรื่อง สิทธิและหน้าที่ทางการศึกษาของสถาบันต่าง ๆ ในสังคม เช่น การจัดการศึกษาโดยครอบครัว สถาบันศาสนา สถานประกอบการ ฯลฯ มีงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนั้นถึง 6 เล่ม ทำให้หลายเรื่องที่ยังไม่ชัดเจนกลายเป็นชัดเจนขึ้น เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่าก่อนที่จะมาเป็น พ.ร.บ. สิ่งที่เราต้องทำมากก็คือ การสร้างฐานองค์ความรู้ให้ชัดเจน ตอบคำถามให้ได้ว่า เรื่องนั้น ๆ คือ "อะไร" (What)
หลังจากประกาศใช้ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติแล้ว ก็ยังต้องมีการวิจัยต่อมาอีกห้าร้อยกว่าชิ้น เป็นงานวิจัยเพื่อตอบคำถามว่า "ทำอย่างไร" (How to) สำหรับเป็นแนวทางการจัดการศึกษาในแต่ละหมวด เพื่อให้มีการนำสู่การปฏิบัติได้จริงต่อไป
ถ้าท่านอ่าน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติอย่างละเอียด จะพบว่า มีศัพท์อยู่สองคำที่ใช้มากโดยตลอด คำแรกคือคำว่า "การศึกษา" และคำที่สองคือคำว่า "สถานศึกษา" คำว่า สถานศึกษานั้น บางครั้งก็เป็น "ประธาน" และบางครั้งก็เป็น "กรรม" ของประโยค ซึ่งกำหนดไว้ว่าสถานศึกษาจะต้องเป็นอย่างนั้น ต้องทำอย่างนี้
ผู้บริหารสถานศึกษาหลายท่านได้เรียนวิชาบริหารการศึกษามาแล้ว คงทราบดีว่า
หลักสูตรปริญญาโทบริหารการศึกษาของไทยเราก็ยึดทฤษฎีแนวสากล ซึ่งเขาจะเน้นภารกิจเรื่อง "การบริหารงานวิชาการหรือการเรียนการสอน" ค่อนข้างมาก แต่ในการบริหารการศึกษาจริง ๆ แนวไทย กลับไม่เน้นเรื่องการเรียนการสอน เราไปเน้นเรื่อง "การบริหารธุรการ" เป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วยเรื่องบุคลากรและเรื่องการบริหารอาคารสถานที่
เราแยกเรื่องงานบริหารวิชาการไปไว้ที่หลักสูตรปริญญาโทสาขาประถมศึกษา สาขามัธยมศึกษา ทำให้หลักสูตรปริญญาโทบริหารการศึกษาที่พวกเราเรียนมานั้น ถ้าพูดกันตรงไปตรงมาก็คือ ค่อนข้างจะ "กลวง" เรื่องวิชาการ โดยเฉพาะเรื่องการเรียนการสอน คำว่า "กลวง" ในที่นี้ไม่ได้แปลว่าโปร่งใส แต่แปลว่า ไม่มีอะไรเลย เหมือนภาชนะที่กลวง พอใส่อะไรลงไปก็ไหลออกหมด
เพราะฉะนั้น ผมจึงอยากให้ผู้บริหารสถานศึกษาทุกท่านศึกษา พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติใหม่ให้เข้าใจถ่องแท้ เพราะ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ได้กำหนดเรื่องบทบาทอำนาจหน้าที่ของผู้บริหารสถานศึกษาใหม่ทั้งหมด ใบประกาศนียบัตรหรือปริญญาโทที่แต่ละท่านเรียนมานั้น ขณะนี้ใช้ได้ประมาณร้อยละ 20 เท่านั้น อีกร้อยละ 80 ท่านจะต้องเรียนรู้ใหม่
หลักสูตรบริหารการศึกษาในอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย หรือญี่ปุ่น จะไม่มีเนื้อหาสาระเหมือนกับใน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ แม้แต่ Professor Dr. Brian Caldwell ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ด้านบริหารการศึกษาที่มีชื่อเสียงอันดับหนึ่งของประเทศออสเตรเลียและระดับนานาชาติ ยังบอกกับผมว่า พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ กำหนดรายละเอียดลึกมากกว่าที่เขาเคยอ่านในกฎหมายการศึกษาใด ๆ ทั้งสิ้น
เมื่อเราทราบบทบาทหน้าที่ใหม่ของสถานศึกษาแล้ว สิ่งที่พวกเราต้องการก็คือ ความรู้ ว่าทำอย่างไรจึงจะบริหารให้ได้ตามแนวนี้ เราจะไปซื้อความรู้ที่สำเร็จรูปเหมือนกับซื้อก๋วยเตี๋ยวปรุงสำเร็จมาต้มกินไม่ได้ ต้องมาปรุงกันใหม่ สังเคราะห์กันใหม่ สร้างกันใหม่ แต่ถ้าเรามัวมานั่งเพาะเมล็ดอยู่มันก็จะโตไม่ทันการณ์ เพราะฉะนั้น วิธีปรุงวิธีสร้างที่ดีที่สุดก็คือ ต้องนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อช่วยให้สำเร็จเร็วขึ้นเช่นเดียวกับการเกษตร
ท่านลองสมมติดู เหมือนกับเรากำลังจะปลูกต้นไม้สักต้น ถ้ามีตอไม้ต้นเดิมอยู่แล้ว ก็จะช่วยให้ออกดอกผลเร็วและง่ายขึ้น ผู้บริหารสถานศึกษาที่เราคัดเลือกไว้แล้วนี่แหละคือต้นเดิมของทุกสิ่งทุกอย่างเรื่องการบริหารการศึกษา สิ่งที่ สกศ. จะทำต่อไปนี้ก็คือ การต่อยอด หรือการเสียบกิ่ง ผมหวังว่าท่านคงไม่โกรธ ถ้าผมจะใช้ศัพท์ทางการเกษตรว่า "นักบริหารการศึกษาพันธุ์ใหม่" โดยเราเอายอดความรู้จาก พ.ร.บ. มาเสียบกับต้นเดิมที่เรามีอยู่ เพื่อว่าภายในสักปีหนึ่ง ด้วยฐานต้นไม้ที่ใหญ่และแข็งแรงนี้ พอเสียบยอดเข้าไปก็จะออกดอกออกผลทันที
ฉะนั้น สกศ. จึงคัดเลือกท่านผู้บริหารสถานศึกษามาจำนวนหนึ่ง โดยเปิดให้ท่านอาสาสมัครเข้ามา ในการคัดเลือกเพื่อเปลี่ยนพันธุ์ใหม่นั้น สิ่งที่เราต้องการอย่างมากไม่ใช่ความรู้ เพราะความรู้มีอยู่ใน พ.ร.บ. เรียบร้อยแล้ว แต่สิ่งที่เราต้องการเห็นในตัวท่านทั้งหลายก็คือ "เจตคติ" (Attitude) ต่อการเปลี่ยนพันธุ์ใหม่ หมายความว่า ทุกท่านมีความพร้อมที่จะศึกษา พร้อมที่จะร่วมมือกันพัฒนาตนเองไปสู่ความเป็นผู้บริหารพันธุ์ใหม่ ในการสัมมนาครั้งนี้ท่านจะมีโอกาสได้พบนักวิชาการระดับชาติมากมาย ได้รับองค์ความรู้สำหรับเสียบยอดเต็มไปหมด
ผู้บริหารสถานศึกษาที่มีความพร้อมเหล่านี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (สกศ.)และคณะนักวิจัยซึ่งรวมทั้งอาจารย์คุณหมอวิจารณ์ พานิช ด้วย เราขนานนามท่านว่าเป็นพวก "บัวพ้นน้ำ" หมายความว่า เป็นผู้บริหารที่ขึ้นมาเหนือน้ำแล้ว ได้แสงแดดอีกนิดเดียวก็บานทันที
เพราะฉะนั้น ถ้าจะให้การปฏิรูปการศึกษาสำเร็จได้ง่าย เราต้องเลือกส่งเสริมบัวพ้นน้ำ โดยยังไม่ต้องไปยุ่งกับบัวใต้น้ำ ซึ่งไม่ค่อยยอมเข้าใจอะไร แถมยังต่อต้านอีกด้วย พวกบัวใต้น้ำนี้มีลักษณะคล้ายๆ กับแมว ถ้าเราจับให้เดินหน้ามันจะถอยหลัง ถ้าเราให้ถอยหลังมันก็จะเดินหน้า นี่คือปฏิกิริยาของพวกบัวใต้น้ำ นักปฏิรูปหลายคนทำงานไม่เป็น มัวไปยุ่งกับบัวใต้น้ำ ก็เลยพบแต่ความล้มเหลว หรือเครียดจนทำอะไรไม่ถูก แต่บัวพ้นน้ำอย่างท่านนี่ฟังอธิบายนิดเดียวก็เข้าใจ วันรุ่งขึ้นก็นำไปทำได้สำเร็จทันที หรือบางทีทำได้มากเกินความคาดหมายด้วยซ้ำไป
ด้วยความเชื่อมั่นเช่นนี้ เราจึงคัดเลือกท่านมาจำนวนหนึ่ง เพื่อมาดูความพร้อมของบัวพ้นน้ำแต่ละดอก สำหรับท่านที่ไม่ได้รับการคัดเลือกในรอบสุดท้ายก็โปรดอย่าเสียใจ สิ่งที่ท่านจะได้อย่างมหาศาลจากการเข้าร่วมกิจกรรม ครั้งนี้คือ "ความรู้" และเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่ด๊อกเตอร์ทางการบริหารการศึกษา มารวมตัวกันเกือบ 20 คน เพื่อทำกิจกรรมร่วมกับท่าน ตอนที่ท่านเรียนปริญญาโท ปริญญาเอกอาจไม่ได้มีโอกาสพบกับนักวิชาการกลุ่มใหญ่มากเท่านี้ นี่คือประสบการณ์ที่คุ้มค่าสำหรับท่าน
ครั้งนี้ เราจะคัดดอกบัวประเภทไม่ต้องใช้แสงแดด แค่เจอแสงไฟก็บานแล้ว สิบห้าดอกรุ่นแรกมาก่อน พอได้มาเรียบร้อยแล้วเราก็จะยกย่องท่านว่าเป็น "ผู้บริหารสถานศึกษาต้นแบบ" นี่เป็นขั้นตอนที่หนึ่ง ในขั้นตอนที่สองเราจะเริ่มการทดลองเรื่องการบริหารโรงเรียนตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งใน พ.ร.บ. ไม่ได้บอก "How to" ไว้ว่าจะทำอย่างไร ทางเราก็จะสนับสนุนให้ท่านไปทดลอง
ในขณะที่ทดลองนั้น สำนักงานฯ จะให้การสนับสนุนแก่ท่าน 2 อย่าง อย่างที่หนึ่งก็คือ "งบประมาณ" อันที่จริงท่านหางบประมาณเองได้ไม่ยาก จัดทอดผ้าป่าก็ได้แล้ว แต่ที่หาจากแหล่งอื่นได้ยากคือ "นักวิชาการด้านบริหารการศึกษา"
ในขณะที่ผู้บริหารสถานศึกษาเป็นผู้ปฏิบัติ ท่านทำอยู่ทุกวัน รู้ปัญหาดี แต่นักวิชาการบริหารการศึกษาบ้านเราไม่มีโอกาสได้บริหารโรงเรียนจริง ๆ ฉะนั้น จะสอนบริหารการศึกษาจากประสบการณ์ของต่างประเทศ ท่านลองไปอ่านดูตำราบริหารการศึกษาที่ใช้สอนในบ้านเราก็ได้ จะเต็มไปด้วยศัพท์ภาษาต่างประเทศ ถ้าถามว่า ความคิดของฝรั่งดีไหม คำตอบก็คือ ดี แต่มันคนละวัฒนธรรมกับเรา อย่างที่เราล้อเล่นกันว่า ฝรั่งกินขนมปัง แต่เรากินน้ำพริกปลาทู
เพราะฉะนั้น ในโครงการนี้ เราก็จะเอาทฤษฎีทั้งหลายมาลองทำในโรงเรียนของท่าน เพื่อที่จะสร้างองค์ความรู้ใหม่ในบริบทของเราเอง ท่านไม่ต้องตกใจ เพราะไม่ใช่เรื่องยาก ในขณะที่ทำไปก็บันทึกไป ในที่สุดเราก็จะสามารถสร้างองค์ความรู้และระบบการบริหารโรงเรียนแบบไทยของเราขึ้นมาใหม่ได้
ต่อไปพวกท่านรุ่นแรก ๆ นี้ ก็จะกลายเป็นอาจารย์สอนบริหารการศึกษา เพราะเป็นผู้ปฏิบัติ (Act) จริง ๆ สามารถอธิบายได้เลยว่า การบริหารโรงเรียนทำอย่างไร ถ้าฟังอาจารย์บรรยายทฤษฎีบริหารการศึกษายืดยาวแล้วก็ยังไม่รู้เรื่อง แถมยังพูดภาษาอังกฤษคำไทยคำ ท่านก็ลุกขึ้นมาอธิบายเสริมได้เลยว่า ผมหรือดิฉันทำมาแล้วอย่างนี้ ๆ และประสบความสำเร็จเรียบร้อยแล้ว
จากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ จากความรู้และประสบการณ์ที่เราทำจริงๆ ในโรงเรียนของเรา ในที่สุดเราก็จะได้องค์ความรู้เรื่องการบริหารการศึกษาที่เป็นของไทยเราเอง อาจจะแตกต่างจากตำราของฝรั่งก็ได้ เพราะมันเป็นวัฒนธรรมของเรา ในอดีตเราไม่มีการประยุกต์หรือพัฒนาให้เข้ากับวัฒนธรรมของเรา ทฤษฎีฝรั่งดี ๆ หลายอย่างที่เคยประสบความสำเร็จในหลายประเทศทั่วโลก พอมาถึงเมืองไทยจึงตายหมด เดี๋ยวนี้พอจะรับอะไรเข้ามาจึงไม่มีใครประกันได้ว่ามันจะมีโอกาสสำเร็จ ตัวอย่างเช่น ระบบการควบคุมคุณภาพ (Q.C.) ซึ่ง
ทำได้สำเร็จกับคนไม่รู้กี่พันล้านทั่วโลก ไม่รู้กี่แสนโรงงานทั่วโลก แต่มาถูกฝังที่เมืองไทยเรียบร้อยแล้ว หลายท่านในที่นี้คงเคยไปรับการอบรมเรื่องคิวซีกันอย่างคึกคัก แต่เดี๋ยวนี้เป็นอย่างไร ไม่มีใครพูดถึงเรื่องคิวซีอีกเลย จนกล่าวกันว่า ระบบนี้เกิดที่สหรัฐอเมริกา เติบโตในญี่ปุ่น และมาตายที่เมืองไทย เพราะคนไทยไม่คุ้นกับวัฒนธรรมคิวซี เพราะฉะนั้น อะไรก็ตามที่เป็นศาสตร์ต่างประเทศจะมาตายที่เมืองไทยหมด ไม่มีอะไรงอกงามได้สักเรื่อง แต่ครั้งนี้มันจะเติบโตบนบรรยากาศ บนวัฒนธรรม หรือบนวิถีชีวิตของคนไทยอย่างแท้จริง แล้วสักวันหนึ่งเราก็จะได้ช่วยกันเขียนตำราการบริหารการศึกษาขายให้ฝรั่งไปอ่านบ้าง
หลังจากเราคัดเลือกผู้บริหารสถานศึกษาต้นแบบมาแล้ว ท่านก็ฝึกฝนความเชี่ยวชาญไประยะหนึ่ง จนกระทั่งในที่สุดเมื่อเราได้ต้นแบบจริง ๆ ได้พันธุ์ใหม่จริงๆ เราก็จะตอนกิ่งขายกันเป็นว่าเล่น แล้วเราก็จะได้ผู้บริหารการศึกษาพันธุ์ใหม่ทั่วทั้งแผ่นดินในไม่ช้า เห็นไหมครับง่ายนิดเดียว
ผมชอบเทคโนโลยีการเกษตร เพราะของเขาพัฒนาก้าวหน้าไปเร็วกว่าด้านการศึกษา ผมขอยกตัวอย่างสองกรณี กรณีที่หนึ่ง ท่านที่มาจากภาคเหนือกับอีสานคงรู้จัก "มะขามหวาน" อย่างดี ตอนแรกมันมีต้นเดียวเท่านั้นเอง แต่เดี๋ยวนี้ปลูกกันเกือบครึ่งค่อนประเทศ สมัยก่อนไม่มีใครคิดว่ามะขามจะมีรสหวานได้ ปกติมะขามต้องเปรี้ยว แต่ด้วยมะขามหวานต้นแรกเพียงต้นเดียวที่เพชรบูรณ์ ตอนนี้แพร่ไปทั้งภาคเหนือและอีสานแล้ว ผมเข้าใจว่าปัจจุบันนี้ประเทศไทยมีมะขามหวานกับมะขามเปรี้ยวครึ่งต่อครึ่ง และนับวันจะยิ่งมีการปลูกมะขามหวานมากขึ้น
กรณีที่สอง ท่านที่มาจากภาคใต้กับภาคตะวันออก คงเคยเห็นต้นเงาะพันธุ์ใหม่จากอำเภอนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ชื่อ "เงาะโรงเรียน" เดี๋ยวนี้เงาะพันธุ์อื่นหากินไม่ได้แล้ว เพราะคนชอบกินเงาะโรงเรียน ชาวสวนก็เลยหันมาปลูกแต่เงาะโรงเรียนกันหมด เดี๋ยวนี้เลยเหลือแต่เงาะโรงเรียนพันธุ์เดียวเท่านั้น เงาะโรงเรียนแพร่พันธุ์ไปได้เร็วมากในเวลาไม่กี่ปีมานี้เอง ช่วงสมัยผมเด็กๆ ที่ยะลาบ้านผมไม่มีเงาะโรงเรียน แต่มีเงาะอื่น ๆ หลายพันธุ์มาก เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว ผมกลับไปยะลาถามหาซื้อเงาะพันธุ์แจ๊ะโมง คนขายก็บอกว่าไม่มีหรอก ชาวสวนเขาตัดทิ้งหมดแล้ว เขาปลูกแต่เงาะโรงเรียน เพราะเป็นพันธุ์ใหม่ที่ดีกว่า อร่อยกว่าเดิม นี่คือพัฒนาการด้านการเกษตร
แต่เรื่องการศึกษาของเรานี้ ถ้าผมนอนหลับไปซัก 100 ปีแล้วเดินกลับเข้าไปในโรงเรียนอีก ก็คงเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนเดิม ห้องเรียนยังเป็นแบบเดิม ครูยังเป็นแบบเดิม ผู้บริหารก็ยังเหมือนเดิม ระบบการเรียนการสอนเคยเป็นอย่างไรก็อยู่อย่างนั้น ไม่มีการพัฒนา ไม่เหมือนมะขามหรือเงาะ หรือแม้กระทั่งน้ำปลาที่มีการรับรองมาตรฐานแล้ว
แต่ต่อไปนี้เรากำลังจะสร้างผู้บริหารสถานศึกษาพันธุ์ใหม่ เพื่อเปลี่ยนการศึกษาทั้งระบบ และเป็นการเปลี่ยนแปลงทั้งโรงเรียน ภารกิจขั้นต่อไปเมื่อเราได้ผู้บริหารสถานศึกษาต้นแบบแล้วก็คือ การสนับสนุนให้ผู้บริหารต้นแบบเหล่านี้ทำการวิจัยรูปแบบการบริหารที่ส่งเสริมการปฏิรูปการเรียนรู้ และขยายผลไปยังผู้บริหารสถานศึกษาอื่น ๆ ถึงตอนนั้นท่านเองก็คงมีความสุขที่จะขายต้นพันธุ์ทางการบริหารการศึกษาของเรา เหมือนกับเจ้าของสวนมะขามหวานและเงาะโรงเรียนที่เพาะต้นพันธุ์มาได้ต้นหนึ่ง แล้วแกก็ขายจนรวยกว่าเจ้าของพันธุ์อื่นๆ
นี่คือกระบวนการที่เราจะดำเนินการ ทุกท่านที่มาสัมมนาต้องเสียสละมากมาย ต้องใช้เวลาทั้งวันเสาร์และวันอาทิตย์มานั่งสัมมนากัน เพื่อช่วยกันพัฒนารูปแบบการบริหารโรงเรียนใหม่ตามแนวของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ และผมเรียนย้ำว่าสิ่งที่กำหนดไว้ในกฎหมายนั้น เป็นเพียงแนวคิด หรือ concept เท่านั้นเอง ตัวอย่างในการปฏิบัติจริง ๆ ยังไม่ปรากฏชัด เพราะฉะนั้น ท่านผู้บริหารสถานศึกษาทั้งหลายคือผู้ที่จะทำให้ทุกอย่างชัดเจนขึ้น ถ้าถามว่าภารกิจนี้ยากไหม คำตอบก็คือ ไม่ยากเลย เพียงแต่ว่าท่านต้องเป็นคนยุคใหม่ ต้องใช้ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติบ่อย ๆ ถ้าเราทำได้ตามกฎหมายกำหนด จะเกิดสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมามากมาย รวมทั้งบทบาทใหม่ของสถานศึกษาไทยตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ
ผมเรียนท่านอีกครั้งหนึ่งว่า ในการทำ พ.ร.บ. พวกเรามีความกล้ามาก นอกจากจะทำงานวิจัยแล้ว ยังต้องอธิบายกับคนเป็นล้านคน ทั้ง ๆ ที่ในช่วงนั้นยังมีพวกที่นอนอยู่ใต้ตุ่มเยอะเลย เหมือนบัวใต้น้ำ มีบางคนบอกว่าอยู่ใต้คอนกรีตด้วยซ้ำไป พอขยับคอนกรีตออกก็ตื่นขึ้นมาแล้วบอกว่ายังไม่รู้เรื่องเลยว่าเขาไปถึงไหนกันแล้ว
เรื่องที่สอง ที่ผมจะพูดกับท่านในวันนี้ก็คือ เรื่อง บทบาทใหม่ของผู้บริหารโรงเรียนที่จะต้องเน้นการปฏิรูปการเรียนรู้ ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญของผู้บริหารสถานศึกษาทุกท่าน
ใน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ เรากล้าที่จะอธิบายความหมายของคำว่า "การศึกษา" (Education) ไว้อย่างชัดเจน แม้กระทั่งนักการศึกษาในต่างประเทศก็ยังไม่กล้าที่จะให้คำจำกัดความได้ชัดขนาดนี้ว่า การศึกษาคืออะไร แต่ประเทศไทยเรากล้าคิดกล้าทำ
ถ้าท่านอ่านมาตรา 4 จะพบความหมายของคำว่า "การศึกษา" ซึ่งขยายความด้วยคำว่า "กระบวนการเรียนรู้" การศึกษาคือการเรียนรู้นะครับ ผมชอบใจมาก ผมเคยไปที่แคนาดา ประเทศแคนาดาไม่มีกระทรวงศึกษาธิการในส่วนกลาง แต่มีในระดับรัฐ รัฐที่ผมไปคือ รัฐแอลเบอร์ต้า เขาไม่ใช้คำว่า Ministry of Education เหมือนที่หลายแห่งใช้ แต่เขาใช้คำว่า "กระทรวงแห่งการเรียนรู้" (Ministry of Learning) ถ้าท่านถามผมว่าระหว่าง "การเรียนรู้" กับ "การศึกษา" ต่างกันตรงไหน ผมตอบได้เลยว่า "การศึกษา" (Education) จะมองในมุมของ "ผู้จัด" แต่ "การเรียนรู้" (Learning) จะมองในมุมของ "ผู้เรียน" เพราะฉะนั้น การศึกษา คือ กระบวนการเรียนรู้ แต่ของไทยเราแตกต่างจากประเทศอื่น ของประเทศอื่นจะบอกว่าการศึกษาคือกระบวนการเรียนรู้ของคน แต่ของไทยเราให้ความหมายที่สำคัญและยิ่งใหญ่กว่านั้นคือเราบอกว่า "การเรียนรู้ของคนและสังคม" สังคมก็เรียนรู้ได้ด้วย ลำพังคนแต่ละคนไม่พอ ต้องเรียนรู้กันทั้งสังคม เพราะฉะนั้น คนทุกคนที่มารวมกันเป็นสังคมมนุษย์สามารถเรียนรู้ได้ มนุษย์ต้องเรียนรู้ไปด้วยกัน เรียนรู้ไปพร้อมกัน ถึงจะสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับสังคมและประเทศชาติ
ผมจึงอยากขอความกรุณาให้ท่านดูให้ชัดเจนในฐานะผู้บริหาร เราได้ให้คำจำกัดความของคำว่า "การศึกษา" เรียบร้อยแล้ว ท่านก็เอาไปใช้ คำจำกัดความนี้กว่าจะลงตัวได้ต้องผ่านการถกเถียงกันมาหลายขั้นตอน ในขั้นกระทรวงก็ปรับแก้ เมื่อไปถึงกฤษฎีกาก็มีการปรับแก้ สภาผู้แทนก็แก้ วุฒิสภาก็แก้ และในอนาคตก็อาจมีการแก้ไขได้อีก เพราะการเรียนรู้เป็นสิ่งมีชีวิต เกิดได้ก็ปรับได้ ถ้าไม่ปรับก็จะตาย ดังนั้น ในฐานะนักบริหารท่านต้องใช้คำนิยามใหม่ แต่ที่น่าแปลกก็คือ ไม่ค่อยมีใครให้ความสำคัญกับคำนิยามต่าง ๆ ใน พ.ร.บ. สักเท่าไหร่
หมวด 1 เรื่อง ความมุ่งหมายและหลักการ เกือบจะเรียกได้ว่าทำขึ้นใหม่ทั้งหมด เมื่อก่อนท่านอาจจะถกเถียงกันว่าเราจัดการศึกษาเพื่ออะไร เพื่อใคร สมัยที่เรียนตั้งแต่ ปกศ. จนกระทั่งปริญญาตรีก็ยังเถียงกันอยู่เรื่อย แต่ตามกฎหมายนี้ระบุชัดเลยเราจะต้องจัดการศึกษาเพื่อให้คนไทยเป็น "มนุษย์ที่สมบูรณ์" เดี๋ยวนี้คนเริ่มพูดถึงคำนี้กันมากขึ้น
มาตราที่สำคัญ อื่น ๆ เช่น มาตรา 8 ก็เป็นหลักการที่สำคัญมากสำหรับโรงเรียน โดยเฉพาะ 8 (1) เดิมโรงเรียนเราจัดการศึกษาสำหรับคนบางคน บางกลุ่มอายุ บางประเภท แต่ภายใต้หลักการของ 8 (1) ท่านต้องจัดการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชาชนทุกคน นี่คือหลักการที่สำคัญมาก ท่านต้องทำความเข้าใจให้ดี ถ้าเกิดสมมติคุณปู่คนหนึ่งมาท้าทายท่านว่าแกไม่เคยเรียนหนังสือมาก่อนเลย ตอนนี้ปู่อยากจะไปโรงเรียนบ้างเพราะมีสิทธิได้รับการศึกษาตามกฎหมาย ท่านเป็นผู้บริหารสถานศึกษาอาจบอกว่าไม่ได้หรอกปู่ ปู่แก่เกินไปแล้ว โรงเรียน
รับแต่เด็กวัยเรียนเท่านั้น แต่ถ้าปู่อ้างมาตรา 8 (1) ขึ้นมา ท่านจะต้องเตรียมรับปัญหานี้ให้ได้
มาตรา 10 คนไทยทุกคนมีสิทธิได้รับการศึกษาไม่น้อยกว่า 12 ปี นี่คือเรื่องใหม่ ที่ผ่านมาเราจัดการศึกษาให้เฉพาะคนกลุ่มเดียว คือ คนปกติเท่านั้น แต่ตามมาตรา 10 ผู้เรียนมีถึง 4 ประเภท คือ คนปกติซึ่งเป็นส่วนใหญ่ คนพิการ และในความพิการก็ยังแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ บกพร่องไม่มาก กับพิการล้วน ๆ คนด้อยโอกาสหรือยากไร้ และคนที่มีความสามารถพิเศษหรือคนปัญญาเลิศ คนเหล่านี้จะเรียนอยู่ในโรงเรียนเดียวกัน เหมือนอย่างที่มีคนเปรียบเทียบว่า การจัดดอกไม้ให้สวยต้องมีดอกไม้หลายแบบหลายสี ดีกว่ามีแต่ดอกกุหลาบล้วน ๆ การศึกษาต้องมีความหลากหลาย เพราะสังคมมีคนหลากหลาย และโรงเรียนในอนาคตก็จะมีผู้เรียนที่หลากหลาย
เดิมผู้บริหารเราจะกังวลมากถ้าเอาคนพิการหรือคนบกพร่องมาเรียนร่วมกับคนปกติ แต่ความจริงมันเป็นความสุขที่เด็กจะได้รู้จักเห็นอกเห็นใจเพื่อน ถ้าท่านไปดูโรงเรียนในต่างประเทศ หรือโรงเรียนนานาชาติ จะเห็นว่า นอกจากความหลากหลายทางสติปัญญาแล้ว ยังได้เห็นความแตกต่างทางเชื้อชาติโดยเฉพาะผิวสีต่างๆ มีทั้งผิวขาว ผิวเหลือง ผิวดำ เพราะโลกนี้ประกอบด้วยคนหลายเชื้อชาติศาสนา เราจะไปกำหนดว่าโรงเรียนนี้รับเฉพาะคนผิวขาวไม่ได้ เดี๋ยวนี้โรงเรียนอย่างนั้นเลิกหมดแล้ว
เพราะฉะนั้น ผู้บริหารโรงเรียนยุคใหม่ต้องเริ่มทำความคุ้นเคยกับความหลากหลายของผู้เรียน ท่านกรุณาขีดเส้นใต้คำว่า ความหลากหลายของผู้เรียน ไว้ด้วยครับ แต่ถ้าท่านคุ้นกับเรื่องนี้แล้วต่อไปท่านก็จัดได้อย่างสบาย ในสหรัฐอเมริกาเองต้องต่อสู้กันเกือบ 30 ปี ถึงจะรับให้คนดำเข้ามาเรียนร่วมกับคนขาวได้ แต่ของเราไม่ถึงขนาดขาวกับดำ ผิวเดียวกันนี่แหละ เพียงแต่ระดับสติปัญญาคนละแบบ ก็เรียนร่วมกันได้ นี่คือบทบาทใหม่ของผู้บริหารสถานศึกษา
ที่สำคัญอีกมาตราหนึ่งคือ มาตรา 12 การจัดการศึกษาปัจจุบันเรามีโรงเรียนประเภทเดียว คือ แบบที่เราเห็นอยู่ทั่วไป แต่ตามมาตรา 12 จะเกิดโรงเรียนใหม่ ๆ มากมาย มี "บ้านเรียน" หรือ โฮมสคูล (Home School) เข้ามา มีโรงเรียนในสถานประกอบการ มีโรงเรียนในวัด ในสถาบันศาสนาต่าง ๆ ฉะนั้นท่านต้องเรียนรู้ที่จะบริหารสถานศึกษาใหม่ที่ไม่ใช่โรงเรียนอย่างเดียว หรือที่เรียกว่า single school อีกต่อไป ในอนาคตท่านต้องบริหารโรงเรียนแบบเครือข่าย (Networking School หรือ Multicampus) ใน 1 โรงเรียนอาจมีโฮมสคูล 50 แห่ง อยู่ในเครือข่ายของท่าน มีวัดอีก 20 แห่ง มีสถานประกอบการอีก 10 แห่งในเครือข่าย ไม่ใช่บริหารสถานศึกษาแบบมีอาคารอยู่หลังหนึ่ง แล้วก็เดินขึ้นเดินลงอยู่แค่นั้น รูปแบบใหม่ของการบริหาร คือ เด็กจะเรียนที่บ้านบางวัน มาเรียนที่โรงเรียนเป็นครั้งคราว หรือเรียนที่โรงงานบ้าง ฉะนั้น ท่านต้องใช้มาตรา 12 คู่กับมาตรา 25
มาตรา 25 แหล่งเรียนรู้ จะเห็นว่ามีหลากหลาย เช่น ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ สวนสัตว์ สวนสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร์ อุทยานวิทยาศาสตร์ ศูนย์การกีฬา ฯลฯ ฉะนั้น การบริหารใหม่จะต้องพบกับรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 12 หรือมาตรา 25 รัฐบาลอุดหนุนให้ทั้งนั้น แต่หน่วยงานที่น่าจะบริหารการศึกษาตามมาตรา 12 กับมาตรา 25 ได้ดีที่สุดก็คือ โรงเรียน
ต่อไปนักเรียนของท่านจะไม่เรียกว่าเป็นห้องอย่างเดียวแล้วต้องเรียกว่าโฮมสคูลA โฮมสคูล B หรือ วัด A วัด B พิพิธภัณฑ์ A เป็นต้น แหล่งเรียนรู้ของท่านจะมีความหลากหลายมาก ท่านต้องลงมือทำจริงถึงจะรู้ว่าซับซ้อนขนาดไหน แต่ผมว่ามันน่าสนุกและท้าทาย คนเรียนก็หลากหลาย ที่เรียนก็หลากหลาย เราเป็นผู้บริหารอยู่ตรงกลาง เป็นผู้บริหารและจัดการยุคใหม่ ความสำเร็จของโรงเรียนหนึ่งจะเป็นต้นแบบสำหรับอีกโรงเรียนหนึ่ง แล้วสังคมของเราก็จะกลายเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ได้แน่นอน
มาตรา 15 ก็เช่นกัน เดิมการศึกษาของเรามีรูปแบบเดียว คือการศึกษาในโรงเรียน อย่างที่เราคุ้นเคยกันมานาน เช้า 8 นาฬิกาเด็กก็เข้าเรียน บ่าย 3 โมงก็กลับ แต่ตามมาตรา 15 จะมีทั้ง "การศึกษาในโรงเรียน" อย่างที่ท่านบริหารอยู่ "การศึกษานอกโรงเรียน" อย่างที่ กศน. จัด หลักสูตรคล้ายกับการศึกษาในโรงเรียน แต่ผู้เรียนคนละกลุ่ม กลางวันเป็นเด็ก กลางคืนเป็นผู้ใหญ่ และที่ท้าทายมากก็คือ "การศึกษาตามอัธยาศัย" (Informal Education) ซึ่งจะเป็นระบบการศึกษาที่ใหญ่ที่สุด
ถ้าท่านเรียนวิทยาศาสตร์คงเข้าใจดีว่า การศึกษาในระบบโรงเรียน (Formal Education) นั้นเปรียบเหมือนของแข็ง การศึกษานอกระบบโรงเรียน (Non-formal Education) เหมือนของเหลว ไหลไปได้ไม่ต้องมีรูปแบบตายตัว ส่วน Informal Education นี่มันเหมือนกับแก๊ส มองไม่ค่อยเห็นแต่มีอยู่ทั่วไป และ พ.ร.บ. กำหนดว่าโรงเรียนจะจัดการศึกษารูปแบบใดรูปแบบหนึ่งก็ได้ 2 รูปแบบก็ได้ 3 รูปแบบก็ได้ และให้มีการเทียบโอนระหว่างแต่ละรูปแบบได้อีกด้วย
โรงเรียนใหม่จะมีหลายมิติมาก ท่านต้องค่อย ๆ พยายามทำความเข้าใจกับมัน พยายามแกะออกมาทีละเรื่อง ๆ ในโรงเรียนของผู้บริหารต้นแบบจะต้องมีผู้เรียนที่หลากหลาย มีแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย มีระบบการศึกษาที่หลากหลาย ท่านต้องลองจัดในระบบ นอกระบบ และอัธยาศัย แล้วมาแลกเปลี่ยนกัน นี่คือภารกิจที่เราต้องนำมาทำให้ชัดเจนเป็นรูปธรรม
แม้กระทั่งอีกเรื่องหนึ่ง คือ มาตรา 22 เรื่องแนวการจัดการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ที่เถียงกันจนกระทั่งออกมาเป็น "ควายเซ็นเตอร์" นี่แหละ ซึ่งผมคิดว่าดี ที่เด็กออกมาพูดอย่างนี้ จะได้ช่วยกันกระตุ้นให้พวกเราสนใจและทำให้มันถูกต้อง ความจริงมาตรา 22 มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 3 ประเด็น
ประเด็นที่หนึ่ง คือ แนวความคิดที่ว่า "คนทุกคนสามารถเรียนรู้ได้" ซึ่งเป็นแนวความคิดที่ใหม่และยิ่งใหญ่มาก ซึ่งมองว่า แม้กระทั่งคนปัญญาอ่อนก็เรียนได้ เพราะทางการแพทย์พิสูจน์แล้วว่าคนเหล่านี้สามารถเรียนรู้เพื่อช่วยตัวเองได้ เราจึงต้องสอนให้เขามีชีวิตอยู่ได้ อย่างน้อยก็ต้องรู้จักทำธุระในห้องน้ำเอง กินข้าวเอง การสอนคนปัญญาอ่อนให้บังคับควบคุมการทำงานของมือตัวเองได้นี่ เป็นการเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่มากแล้ว ดังที่พระพุทธองค์ทรงเชื่อในหลักการว่า มนุษย์ทุกรูปเป็น "เวไนยสัตว์" ทุกคนเรียนรู้ได้ ตรงนี้มีความหมายมาก แต่ก็ยังมีคนพยายามเถียงพระพุทธเจ้าว่าไม่ใช่ มนุษย์ทุกคนไม่ใช่เวไนยสัตว์ ที่เป็น "อเวไนยสัตว์" ก็มีเยอะไป ฉะนั้น โรงเรียนของท่านจะต้องทดลองพิสูจน์ให้ได้ว่า จะสอนคนทุกคนให้เรียนรู้ได้อย่างไรตามระดับความสามารถของเขา และก็ไม่ใช่ว่าคนทุกคนเรียนแล้วจะได้เกรดเอหมด
ประเด็นที่สอง ระบบการศึกษาทั้งหมดลงทุนมากถึงสองแสนกว่าล้าน ถ้าถามว่าเป้าหมายปลายทางของการศึกษาอยู่ตรงไหน คำตอบก็คือ อยู่ที่ผู้เรียน หัวใจของการบริหารการศึกษา คือ การจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียน มาตรา 22 จึงบอกว่า "ผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด" เราตั้งโรงเรียนมาเพื่อให้ผู้เรียนได้เรียน เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรที่สำคัญสำหรับโรงเรียนมากไปกว่าผู้เรียน
ประเด็นที่สาม มนุษย์โดยธรรมชาติมีความแตกต่างกัน ความสามารถในการเรียนรู้ของแต่ละคนไม่เท่ากันและไม่เหมือนกัน ครูจะต้องออกแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับธรรมชาติของผู้เรียน พูดง่ายๆ ก็คือใช้วิธีธรรมชาตินั่นเอง ธรรมชาติของคน ธรรมชาติของการเรียนรู้ และต้องเรียนตามศักยภาพ เพราะมนุษย์แต่ละคนมีศักยภาพต่างกัน
มาตรา 23 จะบอกเนื้อหาสาระ (Content) ที่ต้องจัดให้ผู้เรียนได้เรียน โดยเฉพาะการเรียนเพื่อรู้จักตนเอง รู้จักครอบครัว รู้จักชุมชน และรู้จักสังคมโลก เรียนทั้งด้านศิลปะวัฒนธรรมและด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี เรียนรู้ทั้งภูมิปัญญาไทยและภูมิปัญญาสากล มาตรานี้จึงกำหนดหลักสูตรและเนื้อหาไว้อย่างครอบคลุม
หัวใจของการเรียนรู้จริง ๆ อยู่ที่มาตรา 24 (5) ซึ่งกำหนดว่า การเรียนรู้ต่อไปนี้ต้องใช้ "การวิจัย" เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งก็คือ การค้นหาความจริงอย่างเป็นระบบ เราต้องสอนให้เด็กรู้จักค้นหาความจริงโดยพิสูจน์และทดสอบได้ ไม่ต้องรอให้ถึงหลักสูตรปริญญาเอกถึงจะทำวิจัย แค่ชั้นประถมก็เรียนรู้โดยใช้การวิจัยได้แล้ว
มาตรา 26 กำหนดบทบาทใหม่ของสถานศึกษาในเรื่องการวัดและประเมินผล ซึ่งจะต้องประเมินให้สอดคล้องกับการเรียนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 22 มาตรา 23 และมาตรา 24 การประเมินผลกับเนื้อหาและวิธีการเรียนรู้ต้องไปด้วยกัน
มาตรา 27 และ 28 กำหนดให้สถานศึกษาจัดทำสาระหลักสูตรในส่วนที่เกี่ยวกับสภาพปัญหาในชุมชนและสังคม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพื่อเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ นี่ก็เป็นอีกภารกิจหนึ่งที่ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องดำเนินการ
มาตรา 29 สถานศึกษาต้องร่วมกับสถาบันต่าง ๆ ในสังคม ส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน โดยจัดกระบวนการเรียนรู้ภายในชุมชน เพื่อพัฒนาชุมชนให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการ จะเห็นว่า บทบาทของสถานศึกษานั้นยิ่งใหญ่และมีความสำคัญต่อชุมชนมากขึ้น
บทบาทใหม่ที่สำคัญมากอีกประการหนึ่งซึ่งไม่มีตำราที่ไหนในโลกกำหนดไว้ ก็คือมาตรา 30 ซึ่งกำหนดไว้ชัดเจนว่า สถานศึกษาต้องพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษา
อีกมาตราหนึ่งที่สำคัญมากก็คือ มาตรา 47 และ 48 ให้สถานศึกษาจัดให้มีระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา และให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารการศึกษาที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ พระราชบัญญัติยังได้กำหนดบทบาทของสถานศึกษาไว้ในอีกหลายมาตรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบริหารโดยโรงเรียนเป็นฐาน การระดมทรัพยากรบุคคลในสังคม ให้มีการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาช่วยสอนในสถานศึกษา การบริหารทรัพยากรอย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ การส่งเสริมให้ครูและผู้เรียนใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการแสวงหาความรู้ด้วยตัวเอง ฯลฯ
เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าท่านควรค่อย ๆ ศึกษาและดึงสิ่งที่กำหนดในกฎหมายออกมาเป็นงานของโรงเรียน และท่านยังไม่จำเป็นต้องทำทุกเรื่องในขณะนี้ เพราะจะหนักเกินไปสำหรับท่าน ทำทีละเรื่องสองเรื่องแล้วมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันจะดีกว่า บางคนอาจทำมาตรา 10 วรรค 2 บางคนทำ วรรค 4 บางคนทำมาตรา 12 บางคนทำมาตรา 25 บางคนทำมาตรา 27 วรรค 2 แล้วมาแลกกัน เหมือนกับวัฒนธรรมไทยเราที่มีกับข้าวกินมากมายหลายอย่าง เพราะทุกคนเอามาคนละอย่าง แล้วมากินด้วยกัน ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ก็จะได้อาหารครบทุกสูตรตามที่ต้องการ ท่านอย่าเพิ่งกังวลว่าต้องทำปิ่นโตทีเดียว 25 ชั้น เพราะคงหนักจนท่านหิ้วไม่ไหว ท่านทำปิ่นโตมาชั้นเดียวก็พอ แล้วมานั่งกินด้วยกัน จะได้ไม่เครียดจนเกินไป
โดยสรุป ผู้บริหารสถานศึกษาต้องศึกษา พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ โดยเฉพาะข้อความที่โดดเด่นมาก ๆ ก็คือ "ผู้เรียนเป็นสำคัญ" ซึ่งจริงๆ แล้วตามหลักการตลาดเราก็รู้ดีอยู่แล้วว่าใครคือ "ลูกค้า" ของเรา เราทำอะไร เพื่อใคร และกฎหมายก็กำหนดชัดเจน นี่คือภารกิจของพวกเรา ตอนนี้มีตำรามีงานวิจัยใหม่ ๆ เกิดขึ้นแล้ว อย่างเช่น ของ ผอ. พริ้มพราย ร.ร. ไผทอุดมศึกษา ท่านทำเรื่องเด็กที่มีความสามารถพิเศษ โรงเรียนอื่นก็เอาไปทำต่อได้ ใครทำเรื่องเด็กพิการก็เอามาแลกกัน แล้วเราจะได้งานที่เป็นรูปธรรมมากมาย
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ เป็นหน่วยงานที่ดูแลด้านนโยบายและแผนการศึกษาของชาติ แต่เราจะออกนโยบายไม่ได้ถ้าไม่มีตัวอย่างจริง ๆ ให้เห็นว่าทำได้แน่ ปฏิบัติได้จริง ไม่ใช่มีแต่นโยบายลอย ๆ แต่นำไปปฏิบัติไม่ได้ สกศ. เราโชคดีที่ใช้ยุทธศาสตร์นี้ คือ ต้องมีตัวอย่างให้เห็นว่าทำได้ หลาย ๆ เรื่องเราได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าทำได้จริง เรื่องผู้เรียนเป็นสำคัญนี้เราก็มีตัวอย่างให้เห็นมาแล้ว ถึงแม้จะมีคำถามเกิดขึ้นมาก จนกลายเป็นประเด็นร้อนเรื่อง ควายเซ็นเตอร์ ผมคิดว่าเราอย่าไปโกรธเขาเลย ดีแล้วที่มีคนสนใจ จะได้มีการพูดเรื่องนี้กันมากขึ้นและเข้าใจกันมากขึ้น
คนจำนวนหนึ่งอาจสงสัยว่าการเรียนที่ผู้เรียนเป็นสำคัญทำได้จริงหรือเปล่า มีอยู่ที่ไหน และทำแล้วเป็นอย่างไร ความจริงผมเคยถูกถามคำถามนี้มาก่อน ในรัฐบาลที่แล้วสมัยพรรคชาติไทยดูแลกระทรวงศึกษาฯ ท่านนายกฯ บรรหารถามผมว่า "อาจารย์รุ่ง ที่อาจารย์พูดถึงการเรียนที่ผู้เรียนเป็นสำคัญมันมีจริงหรือเปล่า อาจารย์พาผมไปดูหน่อย เพราะผมฟังที่อาจารย์พูดแล้วยังไม่เข้าใจ" ผมก็เลยพาท่านนายกฯ บรรหาร ไปดูห้องเรียนของครูแห่งชาติคนหนึ่งที่จังหวัดปทุมธานี คือ ครูทองดี แย้มสรวล ท่านบรรหารเป็นนักเรียนที่ดีมาก ท่านอยู่กับเรา 3 ชั่วโมงเต็มๆ พอดูจบ ท่านก็บอกว่า เข้าใจดีมาก ถ้าสมัยก่อนท่านได้เรียนกับครูที่สอนแบบนี้
ท่านคงได้ ดร.เหมือนผม ผมก็เรียนท่านว่า อย่าเลยครับ เดี๋ยวจะเป็น ด๊อกเตอร์ยากจน อย่างผม
แต่อย่างน้อยกรณีที่ผมยกมานี้ก็ยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า "การเรียนที่ผู้เรียนเป็นสำคัญ" เป็นเรื่องที่ทำได้จริงและมีคนทำแล้ว มีตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม เพราะฉะนั้น ต่อไปนี้ถ้าใครถามว่าการศึกษาสำหรับเด็กพิการจัดอย่างไร เด็กปัญญาเลิศจัดอย่างไร ท่านจะตอบได้เลยว่าจัดดังต่อไปนี้ มีดังต่อไปนี้ โรงเรียนที่มีการจัดการศึกษาในระบบและนอกระบบและอัธยาศัย ทำได้ดังต่อไปนี้ ฯลฯ ท่านจะสามารถอธิบายได้ทุกเรื่อง เพราะได้ทำแล้ว
ฉะนั้น ท่านนี่แหละ ที่จะเป็นคนสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับการศึกษาของชาติ ด้วยความศรัทธา ด้วยความตั้งใจของท่าน เพราะถ้าเราไม่มีตัวอย่างที่ทำให้ดูได้ อธิบายได้ เป็นรูปธรรม จับต้องได้ คนก็จะไม่เข้าใจ และสิ่งที่เราอยากให้เกิดขึ้นในการศึกษาก็จะเกิดขึ้นไม่ได้
โครงการนี้ก็เช่นกัน เราจะมาช่วยกันหาตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งเสริมการปฏิรูปการเรียนรู้ เราต้องอาศัยความกล้าหาญและความเสียสละของทุกท่าน เพื่อพิสูจน์ให้สังคมเห็นว่า ผู้บริหารสถานศึกษามืออาชีพที่ให้ความสำคัญกับงานวิชาการ รู้จักบริหารทรัพยากรเงินและคนอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่การเรียนรู้ของผู้เรียนนั้น มีอยู่จริง ใครไปดูโรงเรียนของผู้บริหารเหล่านี้แล้วก็จะประทับใจ ได้แบบอย่างที่ดี เพื่อจะได้เป็นแรงกระตุ้นให้โรงเรียนอื่น ๆ เปลี่ยนแปลงไปด้วย
ผมขอขอบคุณอีกครั้งหนึ่งสำหรับทุกท่านที่เข้ามาร่วมกันทำภารกิจที่ยิ่งใหญ่ของชาติ เพื่อให้คนทุกคนได้รู้ได้เห็น ได้เข้าใจเนื้อหาสาระที่กำหนดในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ จริง ๆ แล้ว ทุกเรื่องที่เราเขียนในกฎหมายนั้นทุกคน "ต้องทำ" ถ้าไม่ทำก็หมายความว่าต้องมีการแก้กฎหมายก่อน แต่เดี๋ยวนี้มักจะมีนักบริหารมือใหม่ซึ่งไม่ค่อยรู้เรื่องแต่ชอบท้าทายกฎหมาย จริงๆ แล้วกฎหมายทุกฉบับเป็น "พระบรมราชโองการ" เรียบร้อยแล้ว ท่านลองไปอ่านข้อความหน้าแรกดูก็ได้ กฎหมายเริ่มต้นอย่างนี้:
"พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
.."
เพราะฉะนั้น ผู้บริหารสถานศึกษาทุกท่านต้องศึกษาสิ่งที่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติกำหนดไว้ และขอให้นำไปสู่การปฏิบัติในสถานศึกษาของท่าน เพื่อลูกหลานของเราจะได้รับอานิสงส์จากการปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้โดยทั่วหน้ากัน
|